
กระทบกระทั่ง
หลายคนคงเคยได้ยินนิทานเรื่องลิ้นกับฟันจนเจนหู
อวัยวะสำคัญทั้งสองชิ้นนี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมานาน จนวันหนึ่งเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน นำมาสู่การแตกหัก
ลิ้นไม่ยอมรับรส ส่วนฟันก็ไม่ยอมขบเคี้ยว เลยลุกลามขยายวงไปสู่อวัยวะส่วนอื่นๆ เดือดร้อนไปทั้งร่างกาย
เมื่อกินไม่ได้ร่างกายก็อ่อนแอ ไม่มีกำลังวังชาทำงานทำการ สมองฝ่อ จิตใจห่อเหี่ยว ถ้าไม่รีบปรับความเข้าใจมีหวังตายกับตาย
ตำรวจกับนักข่าวจะว่าไปก็เปรียบไม่ผิดอะไรกับ "ลิ้นกับฟัน"
ทำงานร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แม้จะต่างหน้าที่ก็อยู่ร่วมสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมในสังคมได้
ทีนี้เวลากระทบกระทั่งกันขึ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน รังแต่จะทำให้ปัญหาบานปลาย
เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ทำให้เป็นเรื่อง เรื่องเล็กทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่อยู่แล้วทำให้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก
โบราณว่าขิงก็ราข่าก็แรง
คนเราพอมีมิจฉาทิฐิเข้าครอบงำ การตัดสินใจก็มักมีอคติ แม้จะไม่ถึงกับเห็นผิดเป็นชอบ แต่เพียงแค่ไม่ชอบก็กลายเป็นเกลียดได้
พลังแห่งมิจฉาทิฐิมักมีอำนาจเหนือสมองส่วนไตร่ตรองเหตุผล ไม่เป็นผลดีต่อผู้ครองตนบนความถูกต้อง รักษากฎหมาย อย่างตำรวจอาชีพ
ขณะเดียวกันก็รังแต่จะสร้างผลเสียแก่คนที่ต้องวางตัวเป็นกลาง อย่างอาชีพสื่อสารมวลชน
ลองคิดดูง่ายๆ ถ้าตำรวจมีมิจฉาทิฐิเกิดไม่พอใจใครขึ้นมา ใช้อำนาจตรวจสอบประวัติบุคคลใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจ จะดักฟังโทรศัพท์ใครก็ได้ คงไม่ผิดอะไรกับมาเฟียเครื่องแบบ
ด้วยการกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ?!!
กลับกันหากนักสื่อสารมวลชนตั้งแง่เอากับตำรวจ นำเสนอในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง แม้แต่เสี้ยวสิ่งหนึ่งก็ถือว่าอันตราย ทั้งขัดจรรยาบรรณและการให้ร้ายนั้นมีพิษพอๆ กับการทรยศต่อวิชาชีพ
นี่คือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ กองบัญชาการแห่งหนึ่ง ผมหวังว่าข้าราชการตำรวจที่เคารพกับสื่อมวลชนที่รัก จะหันหน้าเข้าหากันเหมือนกับที่เราพยายามเรียกร้องเอากับพี่น้องประชาชนหลากสี
ลองมาเป็นลิ้นงูในปากงูกันดีไหม?
ท่านพุทธทาสภิกขุเคยบอกให้คนเราเอาอย่างลิ้นงูในปากงู อย่างที่รู้คือเขี้ยวงูมีพิษ แต่มันก็ไม่เคยกัดลิ้นมันให้โดนพิษ ถ้าคนเราวางเฉยต่อสิ่งร้ายๆ รอบตัวได้ เราก็จะเป็นลิ้นงูในปากงูได้ แล้วความสุขก็จะบังเกิด
เมืองไทยต้องการความสามัคคีมากกว่าแค่จากลมปากครับ สวัสดี ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



