
เรือนชานบ้านเมือง-ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีประชาธิปไตย
ไม่นานมานี้ นักธุรกิจระดับประเทศที่เป็นเจ้าของธุรกิจรวมกันแล้วนับแสนล้านท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนฝากเป็นข้อคิดที่พอจับใจความได้ว่า ถ้าภาครัฐร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การเมืองนิ่ง ไม่สับสนวุ่นวายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
แบบไม่รู้อนาคตว่าจะจบลงอย่างไร และสถานการณ์จะพัฒนาสู่ทิศทางใด รวมทั้งภาครัฐสามารถหาบทสรุปที่ลงตัวเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายในกรณี “มาบตาพุดเอฟเฟกท์” ได้ เชื่อว่า จีดีพี ของประเทศจะขยายตัวเกือบ 10% ซึ่งถือว่าสูงมาก และผมเชื่อมั่นว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงครับ เพราะฐานทรัพยากรของเรานั้นมีทั้งมูลค่าและคุณค่า ดังจะเห็นได้ว่าหลายต่อหลายครั้งที่ประเทศของเราต้องประสบวิกฤติที่หนักหนาสาหัสทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แต่ทุกครั้งก็สามารถประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยได้เสมอ อีกทั้งยังสามารถฟื้นตัวจากวิกฤติได้อย่างรวดเร็วแบบเหลือเชื่อ
ในการมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทยอย่างยั่งยืนนั้น ยิ่งศึกษาก็ยิ่งค้นพบว่า รากเหง้าที่แท้จริงอันเป็นต้นตอของปัญหามี 3 ประการ ที่สำคัญ ประการแรก คือ “ความยุติธรรม” พอน้ำลด ตอก็ผุดครับ ยิ่งสังคมไทยเปิดกว้างมากเท่าไร ยิ่งมีการตรวจสอบมากเท่าไร ยิ่งค้นพบว่ามี “ความอยุติธรรม” แทรกอยู่เป็นยาดำไปทุกภาคส่วนมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเกิด “ความอยุติธรรม” ก็จะนำไปสู่ ประการที่สอง คือ “ความไม่เสมอภาค” ก่อให้เกิดเป็นสังคมที่เต็มไปด้วย อภิสิทธิ์ชน นี่แหละเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ ประการที่สาม “ความไม่มีประชาธิปไตย” ถึงแม้จะพยายามสักแค่ไหนก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันกันสักที
ในภาวะการเมืองที่มีการแบ่งแยกออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนคือ ฝ่ายที่ไม่เอา “ทักษิณ” และฝ่ายที่เอา “ทักษิณ” เป็นสภาพทางธรรม (ชาติ) ที่ พระพุทธองค์ ตรัสไว้กว่า 2,500 ปีล่วงแล้ว ในคาถา “เยธัมมา” ที่มีนัยสำคัญอันเป็น “สัจจะแห่งธรรม” ที่ว่า ธรรม (ชาติ) ใดเกิดแต่เหตุ ตถาคตได้ตรัสถึงเหตุแห่งธรรม (ชาติ) นั้น ผมไม่แปลกใจหรอกครับว่าบรรดากองเชียร์ของ “ทักษิณ” ต่างเชื่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการถูก “รุมกินโต๊ะ” โดยฝ่ายที่ไม่เอา “ทักษิณ”อย่าง “ไม่มีความยุติธรรม” (จึงเป็นเหตุให้เกิดผลของความไม่เชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม) อีกทั้งยัง “ไม่มีความเสมอภาค” ในการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในสังคม รวมทั้ง “ไม่มีประชาธิปไตย” (เพราะรัฐบาล “ทักษิณ” ที่มาจากการเลือกตั้งถูกยึดอำนาจโดยการปฏิวัติรัฐประหาร)
“ทักษิณ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ เพราะโดน 3 อย่างนี้กระทำ (ในมุมมองของฝ่ายที่นิยม “ทักษิณ”) เหรียญมี 2 ด้านเสมอครับ ฝ่ายไม่เอา “ทักษิณ” ก็คิดว่าเป็นการสมควรแล้วที่ต้องโดน แต่ฝ่ายที่ชื่นชอบ “ทักษิณ” ก็บอกว่าท่านตกเป็นเหยื่อ หากสังคมไทยมีปัญญาคิดได้แค่นี้ก็เป็นเรื่องเศร้าและเป็นคราวเคราะห์ที่เรามีผู้นำที่อาจจะฉลาด แต่ไม่เฉลียวหรืออาจจะไร้ซึ่งวุฒิภาวะทางปัญญาและความสามารถ ไม่สามารถสางปมอันเป็นรากเหง้าแห่งความขัดแย้ง
ผมจึงใคร่ขอเสนอว่า เราน่าจะหยุดอยู่นิ่งๆ แล้วทบทวน เป็น “การมองแบบกระจกหกด้าน” เพื่อหาบทสรุปว่าสังคมไทยในทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้นในทุกสาขาวิชาชีพ ทั้งนักการเมือง นายทุน ขุนทหาร เสนามหาอำมาตย์ ตลอดจนคนเดินดินกินข้าวแกงทุกประเภทหาเช้ากินค่ำ ต้องการอะไรกันแน่ แล้วค่อยเริ่มเดินกันใหม่ โดยตั้งจิตแน่วแน่ว่าถ้าหาก “ไม่มีความเสมอภาค” ก็ “ไม่มีความยุติธรรม” และก็จะ “ไม่มีประชาธิปไตย” ต่อให้พัฒนากันไปอีกสิบชาติก็จะไม่ไปไหน จะวนเวียนอยู่ในวังวนอุบาทว์ของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ชิงอำนาจกัน ซึ่งที่แน่ๆ สุดท้ายประชาชนส่วนใหญ่ตาดำๆ ไม่ว่าจะเลือกเชียร์ฝ่ายไหนก็ต่างต้องรับผลของกรรมอันมาจากเหตุแห่งธรรม (ชาติ) นั้น อีกทั้งยังต้องเจ็บตัวสะบักสะบอม พ่ายแพ้กันทุกฝ่ายครับ



