
ชิลีในความเปลี่ยนแปลง
หลังการรอคอยมาเป็นเวลานานกว่า 17 ปี เซบาสเตียน ปิเญร่า ก็กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของชิลีสมตามความมุ่งหมาย เมื่อสามารถได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในรอบแรก
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 44.05 ของผู้มาออกเสียง อย่างไรก็ตามกฎหมายของชิลี ยังไม่ถือว่าเป็นชัยชนะที่เด็ดขาด เนื่องจากได้รับการโหวตไม่เกินกึ่งหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องมีการรณรงค์กันอีกครั้งระหว่างปิเญร่ากับผู้ที่ได้คะแนนเสียงเป็นลำดับสอง คือ เอดัวราโด เฟรย์ อดีตประธานาธิบดีชิลี ที่มีแต้มร้อยละ 29.6 ซึ่งผลการเลือกตั้งรอบที่สอง เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2010 นี้ ปรากฏว่าปิเญร่าคว้าชัยด้วยคะแนนร้อยละ 51.61 ขณะที่เฟรย์ได้ไปร้อยละ 48.3
ใครคือ เซบาสเตียน ปิเญร่า ย่อมไม่ใช่คำถามของผู้คนในชิลีและละตินอเมริกา ชายวัย 61 ปี ผู้นี้ เป็นบุตรของวิศวกรบรรษัทเหมืองแร่ทองแดงของชิลี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตชิลีประจำเบลเยียมและสหรัฐ ปิเญร่ารับการศึกษาขั้นต้นจนถึงระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากสถานศึกษาในชิลี และได้รับทุนฟูลไบรท์ไปศึกษาต่อที่สหรัฐ จนสำเร็จระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วยเวลาเพียง 3 ปี
หลังจากสำเร็จการศึกษา ปิเญร่า กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายแห่งในชิลี จนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ และเคยทำงานกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติสำหรับละตินอเมริกา ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจในช่วงทศวรรษ 1980 โดยเป็นผู้บุกเบิกด้านบัตรเครดิตเป็นรายแรกในชิลี เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทโทรทัศน์ชิลี ทีมฟุตบอล และสายการบิน LAN รวมทั้งกิจการอื่นๆ อีกมากมาย จนมีทรัพย์สินรวมกัน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (น้อยกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไทย) และติดอันดับ 1 ใน 700 มหาเศรษฐีของโลกตามการจัดอันดับของนิตยสารฟรอบส์ เมื่อปีที่แล้ว
ปิเญร่าให้คำมั่นในระหว่างการหาเสียงว่า เขาจะสร้างงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านตำแหน่ง และผลักดันให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวต่อปี สูงถึง 1.2 หมื่นดอลลาร์ หรือประมาณสองเท่าของปัจจุบัน และทำให้ชิลีมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปีละ 6 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม ปิเญร่าคงจะต้องเผชิญกับปัญหาและการท้าทายอย่างมากมายทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศ รวมถึงการเป็นประธานาธิบดีคนแรก ที่มาจากพรรคการเมืองฝ่ายขวาของชิลีในรอบ 20 ปีหลังการสิ้นสุดอำนาจรัฐบาลเผด็จการทหารของนายพลปิโนเชต์ และถึงแม้ว่าเขาจะได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษนิยม แต่ก็มีกระแสต่อต้านจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่การบริหารงานของรัฐบาลชุดที่แล้วของนางมิเชล บาชาเลต จะประสบกับข้อกล่าวหาว่า “มือไม่ถึง” และผลงานไม่เข้าตาประชาชนก็ตาม
ในส่วนต่างประเทศนั้น การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของปิเญร่าทำให้เขาเป็นผู้นำที่เป็นฝ่ายขวาเพียงคนเดียว ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่ซ้ายสุดขั้วอย่างอาร์เจนติน่า เปรู เอกวาดอร์และโบลิเวีย ที่สำคัญคือปิเญร่ายังถูกมองว่านิยมสหรัฐ ซึ่งไม่ค่อยจะถูกจริตของคนลาตินอเมริกาเท่าไหร่นัก รวมทั้งมีการคาดการณ์ว่าเขาจะมีท่าทีรอมชอมกับสหรัฐ มากกว่าในอดีต
ปิเญร่าเองก็ดูเหมือนจะไม่กังวลกับประเทศเพื่อนบ้านเท่าไหร่นัก เขายืนยันว่าจะรักษาอธิปไตยของชิลีอย่างเต็มที่ ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการชักธงรบกับอาร์เจนตินาอยู่ในที และยังแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกับคิวบาและเวเนซุเอลา ด้วยการเรียกผู้นำคิวบาว่าเป็นเผด็จการ และโจมตีเวเนซุเอลาว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันปิเญร่าก็ถูกสื่อมวลชนฝ่ายซ้ายขนามนามว่าเขาคือ “เบอร์ลุสโคนีแห่งชิลี”
อนาคตทางการเมืองในตำแหน่งประธานาธิบดีชิลีของปิเญร่าจะดำเนินไปในเส้นทางของนายกรัฐมนตรีเบอร์ลุสโคนีแห่งอิตาลีหรือไม่ และจะก้าวผ่านยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่เป็นเรื่องที่กาลเวลาจะพิสูจน์



