
คาบสมุทรเกาหลีตึงเครียด มะกัน-โสมขาวร่วมซ้อมรบ
โซล-เกาหลีเหนือเรีกระดมพลรับสหรัฐ-เกาหลีใต้ซ้อมรบร่วมกัน ขณะที่คิม จอง-อิล ได้รับเลือกกลับเข้าสภาด้วยเสียงเอกฉันท์
สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งภายหลังจากที่ทหารสหรัฐ และเกาหลีใต้ได้เริ่มการซ้อมรบประจำปีร่วมกันเมื่อวันจันทร์ (9 มี.ค.) ส่งผลให้เกาหลีเหนือประกาศซ้ำอีกครั้งว่าการซ้อมรบครั้งนี้ถือเป็นการยั่วยุทางทหาร ทั้งยังเรียกระดมพลไว้พร้อมรับการสู้รบอย่างเต็มที่ และปิดช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวกับเกาหลีใต้เพื่อประท้วง
การซ้อมรบครั้งนี้กินเวลานาน 2 สัปดาห์ และจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 20 มีนาคม โดยมีการระดมทหารจากทั่วเกาหลีใต้ร่วมการซ้อมรบ และมีการใช้เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐร่วมด้วย นับเป็นการซ้อมรบที่ยาวนาน และยิ่งใหญ่กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ กล่าวว่า การซ้อมรบร่วมครั้งนี้ถือเป็นภัยเสี่ยง และเป็นการยั่วยุทางการทหารที่อันตราย ซึ่งจะมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศสงครามและเป็นภัยคุกคามทางทหารต่อเกาหลีเหนืออย่างโจ่งแจ้ง
เกาหลีเหนือยังประกาศกร้าวด้วยว่าพร้อมจะตอบโต้หากดาวเทียมที่ยิงจากชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศถูกสกัดโดยสำนักข่าวเคซีเอ็นเอได้รายงานอ้างถ้อยแถลงของโฆษกกองทัพเกาหลีเหนือที่กล่าวว่า การทดลองยิงดาวเทียมซึ่งสหรัฐ และเกาหลีใต้มองว่าเป็นการทดลองยิงขีปนาวุธพิสัยไกลนั้นมีเป้าหมายในทางสันติ ซึ่งถ้าผู้ใดมายิงดาวเทียมของเกาหลีเหนือทิ้งขณะทดลองก็หมายความว่าต้องการก่อสงครามกับเกาหลีเหนือโดยตรง
นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังสร้างความวุ่นวายขึ้นด้วยการประกาศตัดช่องทางการสื่อสารเพียงช่องทางเดียวที่ยังเหลืออยู่กับเกาหลีใต้เพื่อประท้วงการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐ จนส่งผลให้มีชาวเกาหลีใต้ถึงกว่า 700 คนไม่สามารถเดินทางไปยังนิคมอุตสาหกรรมแคซองในเกาหลีเหนือได้
ทั้งนี้ โดยปรกติแล้วชาวเกาหลีใต้จะข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีเหนือได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุญาตจากเกาหลีเหนือซึ่งจะติดต่อกลับมาทางโทรศัพท์ทหารที่เชื่อมต่อระหว่างกัน แต่การที่เกาหลีเหนือประกาศเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ว่าจะตัดสายโทรศัพท์ดังกล่าวจึงทำให้รถบรรทุกชาวเกาหลีใต้ 726 คน ไม่สามารถข้ามเข้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมแคซองในเกาหลีเหนือเพื่อทำงานหรือทำธุระอื่น
ด้านนายคิม จอง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ให้กลับเข้าสู่สภาในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายจับตาว่า อาจส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือบ่งชี้ผู้ที่จะเป็นทายาททางการเมืองในอนาคต แต่ยังไม่มีรายงานว่านายคิม จอง-อัน ลูกชายคนที่ 3 ของเขาได้รับเลือกด้วยหรือไม่



