
พระญี่ปุ่นเปิดบาร์เหล้า !
สัปดาห์นี้เดิมผมตั้งใจจะนำ 17 แผนฟื้นเศรษฐกิจ ของยอดขุนคลังแห่งโลก คือ คุณกรณ์ จาติกวณิช มาวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจ แต่เมื่อนำมาพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่า
ที่เรียกว่าแผนฟื้นเศรษฐกิจนี้ก็เป็นเพียงนำเอางานประจำที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าของเรื่องมาเรียงหมวดหมู่ตั้งหัวข้อใหม่ขึ้นเท่านั้น สะดุดใจแต่เพียงแผนข้อ 17 ที่ว่าถึงจริยธรรมในกระทรวงการคลัง สงสัยแต่เพียงว่าข้าราชการกระทรวงการคลังส่วนใหญ่มีจริยธรรมไม่เข้ามาตรฐานหรืออย่างไร เจ้ากระทรวงถึงกับต้องตั้งเป็นหัวข้อใหญ่ในการรณรงค์
เมื่อพูดถึงจริยธรรมโดยทั่วไป ผู้คนมักบ่นว่ามีมาตรฐานต่ำลงทุกวงการ แม้กระทั่งในวงการศาสนา ผู้คนก็พากันคิดว่า เดี๋ยวนี้ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวาจนในเมืองไทยมีวัดร้างเป็นจำนวนมากมาย วงการศาสนาต่างๆ ทั้งพระทั้งฆราวาสก็พยายามหาทางให้คนเข้าวัดมากขึ้น แต่ในกระบวนการปรับปรุงเพื่อให้คนเข้าวัดมากขึ้นนี้ ที่ไหนเห็นจะผาดโผนไม่เท่าพระญี่ปุ่นคณะหนึ่ง ดังจะเล่าให้ทราบต่อไป
ข่าวออกตามสื่อสากลแพร่ไปทั่วโลกว่า ที่ญี่ปุ่นมีพระคณะหนึ่งนำโดยหลวงพ่อกันโช ตาไก หรือชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อสุขารมณ์” เกิดมีความคิดว่า ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวมักจะไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวา ท่านได้ค้นพบว่า เทรนด์ของคนหนุ่มคนสาวนั้นชอบสนุกสนานรื่นเริง การเข้าวัดไปสวดมนต์ภาษาโบราณที่คนไม่รู้จักนั้นทำให้คนเบื่อหน่ายที่จะเข้าวัด หลวงพ่อท่านนี้ก็เลยเปิดบาร์เหล้าขึ้นเสียเองในวัด (ตามข่าวไม่ได้บอกว่าแจกฟรีหรือขาย) แล้วนำบทสวดมนต์มาแปลงเป็นภาษาญี่ปุ่นใส่ทำนองเพลงแร็พบรรเลงกันสนั่นไปทั้งวัด ปรากฏตามปากคำของหลวงพ่อว่า คนหนุ่มคนสาวพากันเข้าวัดมากขึ้น เพราะบรรยากาศของสงฆ์คณะนี้ที่เรียกตัวเองว่า “พุทธะ 2010” เหมาะกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ท่านยังบอกต่อด้วยว่า คนหนุ่มคนสาวเริ่มเข้ามาปรึกษาหารือปัญหาชีวิตมากขึ้นผ่านช่องทางใหม่นี้ แล้วท่านก็สอดแทรกธรรมไปในคำแนะนำต่างๆ เหล่านั้นด้วย
ทันทีที่ข่าวของพระญี่ปุ่นคณะพุทธ 2010 นี้กระจายไปทั่วโลก ก็มีเสียงทั้งขานรับและคัดค้านอยู่มากมาย โดยเฉพาะหลายคนพูดว่าศีลเบื้องต้นของพุทธศาสนาคือศีล 5 ซึ่งมีการห้ามดื่มสุราเมรัยไว้ชัดเจน การที่พระญี่ปุ่นคณะนี้เอาเหล้าเข้าล่อเพื่อให้คนเข้าวัดนั้น เป็นการทิ้งหลักปฏิบัติมูลฐานของพุทธศาสนิกชน จะเป็นการสมควรหรือไม่ที่ลงทุนแลกเปลี่ยนกันถึงขนาดนี้ บางคนก็เป็นห่วงตามที่ใครทำนายไว้ว่า หลังกึ่งพุทธกาล (พ.ศ.2500) ไปแล้วพุทธศาสนาจะเริ่มเรียวลงและในที่สุดพระเองก็จะเปลื้องจีวร มีเพียงผ้าเหลืองชิ้นเดียวทัดหูเป็นการบอกฐานะความเป็นพระ น่ากลัวคำทำนายนี้อาจจะใกล้ความเป็นจริง โดยในบางประเทศพระไม่ได้สวมจีวรตลอดเวลา จะแต่งเมื่อทำพิธีเท่านั้น
เรื่องสำคัญของมนุษย์ 2 สิ่งคือ ปากท้อง(เศรษฐกิจ) และเรื่องของจิตใจ(ลัทธิความเชื่อและศาสนา) ปากท้องถ้ามีความเป็นอยู่ไม่พอเพียงมนุษย์ก็จะประสบความเดือดร้อน เช่นเดียวกัน ถ้าขาดลัทธิความเชื่อหรือศาสนาเป็นที่พึ่งแล้ว จิตใจก็ไม่เป็นสุขทั้งสังคมจะปั่นป่วน ฉะนั้นจึงเป็นภาระของเราทุกคน ทั้งฆราวาสและสงฆ์จะช่วยผดุงศาสนาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่น่าจะใช่วิธีที่พระญี่ปุ่นคณะพุทธ 2010 ริเริ่ม
นายหนูใหญ่ [email protected]



