ข่าว

รายการคม-ชัด-ลึกตอน-ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปอะไร ?

รายการคม-ชัด-ลึกตอน-ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปอะไร ?

10 มี.ค. 2552

ความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อแดง-เสื้อเหลือง เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยมอบให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพ

 แต่แนวทางของนายกฯ คนใหม่จะเป็นหนทางสู่ความสงบสุขได้จริงหรือไม่ รายการ คม-ชัด-ลึก วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2552 ตอน : ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปอะไร ? นำเสนอความเห็นที่หลากหลายเพื่อสะท้อนว่า แนวทางนี้จะใช่ "คำตอบ" ของสังคมไทยในอนาคตได้แค่ไหน
 
พัฒนาประชาธิปไตย ต้องลงลึกถึง "จิตวิญญาณ"
 พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงกรอบในการปฏิรูปการเมืองว่า ไม่ได้หมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่หมายถึงการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครองไทยทั้งระบบ ซึ่งมีกรอบที่กว้างมาก
 อย่างไรก็ตาม วันนี้สถาบันพระปกเกล้าเพียงแต่ตอบรับคำเชิญรัฐบาลเท่านั้น แต่เรื่องกระบวนการ และเนื้อหาต่างๆ ยังไม่ได้เริ่มทำ แต่พอเปิดเผยชื่อประธานออกมา คือ นายสุจิต บุญบงการ ก็มีเสียงคัดค้านเสียแล้ว จึงอยากให้ใจเย็นๆ รอดูก่อนว่าเราจะทำอะไรบ้าง
 ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง แม้จะทำให้เกิดปัญหาทางการเมือง แต่เขากลับมองว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะอย่างน้อยก็เป็นการปลุกกระแสภาคประชาชนให้มีความตื่นตัวมากขึ้น เพียงแต่อาจจะยังไม่ถูกต้องมากนักเท่านั้น
 ขณะที่การแก้รัฐธรรมนูญเขากลับไม่เชื่อว่าจะเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา เพราะจากการศึกษาของยูเอ็นพบว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในประเทศต่างๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.รัฐธรรมนูญ และ 2.การเลือกตั้ง
 "ผมไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาคนไทย ไม่เชื่อว่ากฎหมายบังคับให้คนเป็นคนดีได้ ตราบใดที่เราเอามาแต่รูปแบบ แต่ไม่เอาเนื้อหา หรือจิตวิญญาณมาด้วย เพราะเราเป็นสังคมอุปภัมภ์ ไม่ใช่ปัจเจกชนเหมือนต่างประเทศ"
 สิ่งที่อยากให้มีในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป คือ การเพิ่มความเข้มแข็งของภาคประชาชน หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 สามารถเพิ่มความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และกลไกการตรวจสอบได้สำเร็จมาแล้ว
ประเด็นสำคัญคือ หลังเลือกตั้งทุกฝ่ายต้องจบ
 เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 กล่าวเรียกร้องให้คนไทยช่วยกันปฏิรูปการเมือง อย่าสิ้นหวัง และอย่าพูดถึงเรื่องราวความขัดแย้งที่ผ่านมาอีก เพราะถ้าพูดแล้วก็มีแต่จะไม่จบ และไม่เกิดประโยชน์อะไร
 อดีต ส.ส.ร.ชี้ว่า ปัญหาในการพัฒนาการเมืองของไทย คือ ระบบการเมืองพัฒนามาไกลแล้ว แต่ที่ไม่พัฒนา คือคน โดยเฉพาะนักการเมือง ดังนั้น เมื่อแก้ที่คนไม่ได้ก็ต้องมาแก้ที่ระบบก่อน
 ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในปัจจุบันนั้น เขากลับมองว่า ตัวรัฐธรรมนูญไม่ได้มีปัญหา เพราะคนเขียนมีเจตนาทำทุกอย่างให้ดี แต่คนไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็เลยมีการเขียนกฎหมายยุบพรรค
 "เมื่อเป็นกฎหมายหลัก กฎหมายสูงสุดของบ้านเมืองก็จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ เมื่อใดที่เราไม่ยึดถือกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นก็คือปัญหาของบ้านเมือง"
 ประเด็นที่อยากให้มีการแก้ไขในการปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ คือ ทำอย่างไรให้เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว ทุกฝ่ายยอมรับ ทำอย่างไรเมื่อประกาศผลเลือกตั้งแล้วทุกฝ่ายยอมจบ ซึ่งถ้าไม่จบบ้านเมืองก็เป็นแบบนี้
รัฐธรรมนูญยิ่งหนามาก ยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้
 ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี ฝ่ายนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง เนื่องจากไม่สามารถทำให้เป็นสัญญาประชาคม หรือเป็นที่ยอมรับของคนทั้งชาติได้
 ส่วนประเด็นที่เป็นปัญหาในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะในประเด็นยุบพรรค ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีการลดกรรมการบริหารพรรคจาก 100 กว่าคน เหลือแค่ 10 กว่าคน ทำให้มีการใช้ระบบใต้ดิน คือ ใช้นอมินีมากขึ้น
 ดร.ปริญญายังชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความหนามาก คือ 44,780 คำ หนากว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ 3.7 หมื่นกว่าคำ ซึ่งฉบับเดิมจะอยู่ที่ 1.5 หมื่นคำเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายิ่งหนายิ่งมีข้อห้ามมากยิ่งแก้ปัญหาไม่ได้ ผิดกับต่างประเทศที่บางมาก แต่ใช้มาเป็นร้อยปี
 ส่วนการมอบให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพนั้น โดยตัวสถาบันไม่เป็นปัญหา แต่อยู่ที่บุคลากรบางคนที่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย ซึ่งถ้าฝ่ายที่คัดค้านไม่ยอมรับตั้งแต่ต้นก็ยากที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้