
เครื่องมือการเมือง
คดียิงเอ็ม 79 ใส่ห้องทำงาน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่สุดแล้วก็อาจจะเป็นเหมือนคดีระเบิดก่อนหน้านี้ คือ ไม่มีหลักฐานพอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้
กี่ครั้งมาแล้วที่เอ็ม 79 ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างสถานการณ์และเงื่อนปมหวังผลทางด้านจิตวิทยา
แม้ว่าคนที่ทำเช่นนี้ได้จะมีอยู่เพียงไม่กี่คนและจำกัดกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดได้เลย
ทหารเองก็รู้ดี ตำรวจเองก็เท่าทัน ติดขัดอยู่ที่เรื่องพยานหลักฐานพิสูจน์ความผิดยาก
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่นายทหารคนดัง ผู้ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังยิงห้องทำงาน ผบ.ทบ.จะเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากไปกว่าเกมเกมหนึ่งบนกระดานการเมือง
เรื่องทำนองนี้นักสืบฝึกหัดยังรู้ว่าต้องทำยังไงไม่ให้มีหลักฐานพัวพันมาถึงตัว
ไม่ต้องยิงเอง ไม่ต้องโทรสั่ง และหลังลงมือต้องให้มีหลักฐานสาวถึงน้อยที่สุด
เมื่อมีพยานยืนยันแหล่งที่อยู่ขณะเกิดเหตุ ไม่มีสิ่งใดเชื่อมโยงถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยึดได้ก็ใช่ว่าเกี่ยวข้องด้วย
ตำรวจ-ทหารที่ไหนๆ ก็มีปืน มีระเบิดด้วยกันทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
การพิสูจน์เรื่องนี้จึงยาก ดีไม่ดีผลทางคดีอาจถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมือง เสียหายได้อีกหลายต่อ
จะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจตำรวจ เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานสั่งฟ้อง ส่วนคดีนี้ก็ให้นายทหารพระธรรมนูญดำเนินการ
เมื่อคว้าอะไรได้ก่อนก็ต้องคว้า และกำราบคนวงนอกให้อยู่ในกรอบ
กลุ่มก่อเหตุเองก็รู้ดีถึงข้อจำกัดในกระบวนการยุติธรรม เพราะจะว่าไปก็ต้องบอกว่าเป็นคนกันเองด้วยกันทั้งนั้น
ดีไม่ดีบางทีลูบหน้าอาจปะจมูก
เชื่อเถอะว่าหากการเมืองยังคุกรุ่นอย่างนี้ต่อไป คดีถล่มเอ็ม 79 ห้องทำงาน ผบ.ทบ.จะไม่ใช่คดีสุดท้าย ยังจะมีตามมาอีกเรื่อยๆ
เพียงแค่เปลี่ยนกลุ่มลงมือกับเป้าหมายไปแค่นั้น
เรียกว่าทีใครทีมัน เช่นนี้แล้วจะวาดหวังให้สังคมไทยสงบสุขคงยาก
ยิ่งปัจจัยทางการเมืองแยกให้คนแบ่งฝ่าย แย่งชิงผลประโยชน์ และแสวงหาอำนาจกับที่ยืนในรัฐบาล ยิ่งส่งให้ความขัดแย้งเด่นชัดขึ้น
ที่จริงคนไทยอาจมีชะตากรรมไม่ต่างอะไรกับเฮติเลย เพียงแต่ชาวเฮติประสบภัยธรรมชาติเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ส่วนคนไทยตกอยู่ในอำนาจบงการจากคนไม่กี่คน ปั่นป่วนยุยงจนวุ่นวายกันไปหมดทั้งบ้านเมือง ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



