ข่าว

มติไม่สึกพระมหาเลขาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

มติไม่สึกพระมหาเลขาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์

27 ม.ค. 2553

มติคณะกรรมการสงฆ์ ยังไม่ให้ลาสิกขาบท พระมหาวีระชัยเลขา เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน โทษอาบัติอย่างเบา แต่ให้ออกจากทุกตำแหน่ง และออกนอกพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์เท่านั้น

 ความคืบหน้ากรณีพระราชศีลโสภิต หรือหลวงพ่อหนูอินทร์ เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสาน เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธมงคล ต.หลุบ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ในฐานะรองเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (มหานิกาย) นำเอกสารบันทึกประจำวันของตำรวจ ร้องเรียนผู้สื่อข่าว เพื่อเรียกร้องให้พระผู้ใหญ่ ดำเนินการสึกพระมหาวีระชัย วชิโร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (มหานิกาย) วัดกลางพระอารามหลวง หลังมีความประพฤติไม่เหมาะสม สวมชุดลำลองขับรถยนต์พาสาวหนีเที่ยวจนประสบอุบัติเหตุ

 และต่อมาได้มีการเรียกประชุมเจ้าคณะอำเภอทั่วทั้งจังหวัด เพื่อดำเนินการสอบสวนตามวินัยสงฆ์ กรณีพระมหาวีระชัย วชิโร ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม แต่การประชุมดังกล่าวไม่ยอมให้สื่อมวลชนที่ติดตามข่าวเข้าสังเกตการณ์ เพราะมีการล็อคประตูไว้อย่างแน่นหนา

 ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2553 ที่ศาลาวัดกลางพระอารามหลวง พระราชปรีชามุนี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าคณะอำเภอกว่า 30 รูป ร่วมกันแถลงข่าว และออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ให้ความผิดของพระมหาวีระชัย เป็นความผิดลหุกาบัติหรืออาบัติอย่างเบา ยังไม่ให้ลาสิกขาบท  แต่ให้พระมหาวีระชัยลาออกจากทุกตำแหน่ง

 พระครูโพธิชยานุโยค เจ้าคณะตำบลบัวบาน เขต 1 ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แถลงว่า จากกรณีมีการร้องเรียนพระมหาวีระชัย วชิโร เลขาเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ ว่าประพฤติตัวไม่เหมาะสมตามพระวินัยนั้น พระราชปรีชามุนี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการกับเรื่องนี้แล้ว โดยคณะกรรมการได้ประชุมและมีมติออกมาดังนี้ กรณีมีผู้ร้องเรียนเรื่องพฤติกรรมของพระมหาวีระชัย วชิโร ตามที่รับทราบทางสื่อต่างๆนั้น คณะกรรมการได้ดำเนินการพิจารณาแล้วว่า เป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากพระวินัยและข้อเท็จจริง

 โดยพระมหาวีระชัยได้เข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการด้วยตัวเอง และได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากทุกตำแหน่ง เพื่อไม่ให้กระทบกับคณะสงฆ์ส่วนใหญ่และผู้บังคับบัญชา ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาโดยยึดหลักตามกระบวนการทั้งฝ่ายบ้านเมือง พระธรรมวินัย พระบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม ประกาศเถรสมาคม ระเบียบมหาเถรสมาคมว่าด้วยการร้องทุกข์ คณะผู้พิจารณาได้ไต่สวนมูลเหตุแล้วมีมติดังนี้

 1.ปรับอาบัติปาจิตตีย์ โดยแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์หรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง 2.ปรับอาบัติถุลลัจจัย โดยแสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์หรือรูปใดรูปหนึ่ง และ3.ตำแหน่งทางปกครองให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการ ซึ่งพระมหาวีระชัยก็ได้แสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ไปแล้วก็ถือว่าบริสุทธิ์ เพราะพระสงฆ์ถือศีล 227 ข้อหากทำผิดไม่หนักให้แสดงอาบัติต่อหน้าสงฆ์ ทั้งนี้เหตุผลเพราะความผิดตามพระวินัยที่มีผู้ร้องเรียนเป็นลหุกาบัติหรืออาบัติอย่างเบา โดยพระมหาวีระชัยรับทราบและปฏิบัติตามมติคณะกรรมการตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.53 แล้ว

 ด้านพระครูอุดมเขตคณารักษ์ เจ้าคณะอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า มติของคณะกรรมการเป็นมติของที่ประชุม ซึ่งได้พิจารณาและสอบสวนพระมหาวีระชัย เป็นเสมือนเป็นจำเลย โดยไม่มีเจ้าทุกข์หรือโจทย์เข้ามาให้ข้อมูลแต่อย่างใด จึงเป็นการสอบสวนและทำงานฝ่ายเดียว ดังนั้นคณะกรรมการจึงให้พระมหาวีระชัยมีความผิดลหุกาบัติหรืออาบัติอย่างเบา

 ขณะที่พระราชปรีชามุนี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาและพระปกครองนอกจากจะให้พระมหาวีระชัยออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง ทั้งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ผู้ช่วยเจ้าอาสาววัดกลางพระอารามหลวงแล้ว ยังได้ให้พระมหาวีระชัยพิจารณาตัวเองและแสดงความรับผิดชอบคือให้ออกจากพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ด้วย ดังนั้นเรื่องดังกล่าวควรที่จะยุติไม่ควรที่จะมีการเสนอข่าวอีก

 อย่างไรก็ตามจากการสอบถามว่าเรื่องดังกล่าวพระมหาวีระชัยได้ก่อเหตุขึ้นจริงตามที่เป็นข่าวและหลักฐานของตำรวจหรือไม่ ซึ่งพระครูโพธิชยานุโยค เจ้าคณะตำบลบัวบาน เขต 1 ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง บอกว่าคณะกรรมการไม่สามารถให้ข้อมูลลงลึกได้และไม่ทราบว่าขณะนี้พระมหาวีระชัยอยู่ที่ไหน แต่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่เหมือนเดิม