ข่าว

สภากทม.เห็นชอบจ่ายขาดเงินสะสม8,000ล้าน

สภากทม.เห็นชอบจ่ายขาดเงินสะสม8,000ล้าน

27 ม.ค. 2553

สภา กทม.เห็นชอบจ่ายขาดเงินสะสม 8,000 ลบ.แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ส.ก.ระบุขอจ่ายขาดสูงสุดในประวัติศาสตร์ บ่งชี้ กทม.กระเป๋าฉีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ม.ค. ที่ศาลาว่าการ กทม. มีการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1 (ครั้งที่ 4 ) ประจำ พ.ศ. 2553 โดยมีนายกิตพล เชิดชูกิจกุล ประธานสภา กทม. เป็นประธานในการประชุม ทั้งนี้ มีวาระที่น่าสนใจ คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้ยื่นญัตติขอความเห็นชอบให้ กทม.จ่ายขาดเงินสะสมกรุงเทพมหานคร จำนวน 8,000 ล้านบาท จำแนกเป็น งบกลาง 3,246,689,100 บาท สำนักการโยธา 10 โครงการ วงเงิน 798,624,400 บาท สำนักการระบายน้ำ 12 โครงการ วงเงิน 853,889,000 บาท สำนักการจราจรและขนส่ง 1 โครงการ วงเงิน 302,800,000 บาท และสำนักสิ่งแวดล้อม 22 โครงการ วงเงิน 2,797,997,500 บาท

 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า เนื่องจาก กทม.ต้องจ่ายขาดเงินสะสมเป็นการเร่งด่วน เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนหลายประการ โดยเฉพาะภารกิจที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมิได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้ในข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 หรือได้รับจัดสรรไม่เพียงพอ เช่น โครงการปรับปรุงถนน สะพาน โครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม โครงการเพิ่มประสิทธิภาพประตูระบายน้ำ โครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอย การเช่ารถเก็บขนมูลฝอย การจัดหารถกวาดดูดฝุ่น เป็นต้น

 นายพิพัฒน์ ลาภปรารถนา ส.ก.เขตบางรัก พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่าการเงินหรือเงินสะสมของ กทม.อยู่ในขั้นวิกฤต เพราะคณะผู้บริหารขอเข้ามาถึง 8,000 ล้านบาท ถือว่าสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 52 ปรากฏว่าเงินสะสม กทม. เหลือเพียง 21,990 ล้านบาทเศษ แต่ กทม.ยังมีภาระผูกพันที่ต้องดำเนินการ คือเงินค่างวดรถดับเพลิง งวด 4-6 อีก 2,300 ล้านบาท ลูกหนี้เงินยืมสะสม 6,000 ล้านบาท มีลูกหนี้เงินทดรองระบบอีก 100 ล้านบาท มีหนี้ที่ต้องหักออกมา 2,400 ล้านบาท ทำให้เหลือเงินสะสม 10,052,080,000 บาท เมื่อหักเงินจ่ายขาดสะสมรวม 8,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีภาระผูกพันว่า กทม.ต้องมีเงินสำรองตามกฎหมายอีก 1,000 ล้านบาท ทำให้ กทม.จะเหลือเงินสะสม 2,052 ล้านบาท อีกทั้ง กทม.ยังมีหนี้ที่ต้องสำรองจ่ายจากการเปิดแอลซีรถดับเพลิง งวด 7-8 อีก 1,230 ล้านบาท ดังนั้นหากหักแล้วจะพบว่า กทม.เหลือเงินสะสมเพียง 822 ลบ. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเงินสะสมของ กทม.อยู่ในขั้นวิกฤต หากไม่ดูแลหรือเก็บภาษีไม่เข้าเป้า กทม.จะกระเป๋าฉีก เงินเดือนของข้าราชการจะได้รับหรือไม่ ดังนั้นโครงการใดที่ไม่สำคัญควรชะลอออกไปก่อน จะได้ไม่เป็นการเพิ่มรายจ่าย ขณะเดียวกันควรเพิ่มรายรับ โดยเฉพาะหน่วยงานการพาณิชย์ของ กทม.ต้องหารายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางที่ กทม.จะออกสลาก และออกพันธบัตร(บอนด์) แต่การออกสลากคงเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด เพื่อหารายได้เข้าคงคลังของกทม.

 ด้านนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ก.เขตห้วยขวาง พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า จากข้อมูลตัวเลขเงินสำรองสำหรับเงินเดือนและค่าจ้างที่กำหนดใหม่ที่ขอจ่ายจากเงินสะสม ตั้งแต่ปี 51-53 จะพบว่ามีวงเงินที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี คือ 50 ล้านบาท 100.2 ล้านบาท และ 1,400 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าเงินสำรองเงินเดือนในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิมมาก ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ กทม.ต้องจ่ายค่าเบี้ยประชุมให้กับคณะกรรมการ(บอร์ด) ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่ข้าราชการมีจำนวน 90,000 คนเท่าเดิม

 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมว่า สำหรับข้อสังเกตและความห่วงใยต่อสถานภาพของเงินสะสมของ กทม. เป็นเรื่องที่ผู้บริหารให้ความสนใจและเป็นเรื่องที่ระมัดระวังมาโดยตลอด โดยจะไม่ให้เงินสะสมของ กทม.ลดลงจนถึงขั้นวิกฤต ซึ่ง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 52 เงินสะสมคงเหลือ 11,052.08 ล้านบาท หาก สภากทม.ให้ความเห็นชอบจ่ายขาดครั้งนี้จะคงเหลือ 3,052.08 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กทม.คาดว่าจะได้รับการชดใช้คืนจากการจัดเก็บภาษี 1,900.70 ล้านบาท ทำให้คงเหลือเงินสะสม 5,024.84 ล้านบาท และลูกหนี้เงินยืมจ่ายค่ารถดับเพลิงที่คาดว่าจะได้รับจากรัฐบาล วงเงิน 10,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะทำให้ กทม.มีเงินสะสมเหลือกว่า 19,000 ล้านบาท ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าเงินสะสมในยุคนี้คงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีเงินสะสมกว่า 30,000-40,000 ล้านบาท แต่คงไม่ทำให้ กทม.ถึงขั้นวิกฤตอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้บริหารจะติดตามดูอยู่ตลอดเวลา

 ทั้งนี้ สุดท้ายที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบและรับร่างข้อบัญญัติดังกล่าว โดยตั้งคณะกรรมการวิสามัญ จำนวน 29 คน เพื่อพิจารณากลั่นกรอง และไม่กำหนดเวลา โดยได้นัดประชุมคณะกรรมการวิสามัญครั้งแรกในวันที่ 28 ม.ค.นี้