ข่าว

ชีวิตคน 3 ตำบล อ.แม่สอด กับการแก้ปัญหาแคดเมียม

ชีวิตคน 3 ตำบล อ.แม่สอด กับการแก้ปัญหาแคดเมียม

28 ม.ค. 2553

กว่า 8 ปีที่ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ 3 ตำบลของ อ.แม่สอด จ.ตาก คือ แม่ตาว แม่กุ และพระธาตุผาแดง ต้องอยู่ภายใต้ความวิตกกังวลและสับสน เมื่อพื้นที่ปลูกข้าวที่ชาวบ้านอาศัยทำกินเลี้ยงชีพกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกระบุว่ามีสารแคดเมียมปนเปื้อนอยู่ในดินและพืช สูงถึง

  ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ภายหลัง สถาบันการจัดการทรัพยากรน้ำนานาชาติ และกรมวิชาการเกษตร เข้ามาสำรวจและค้นพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในดินและพืช ในพื้นที่ของ ต.แม่ตาว ต.แม่กุ และต.พระธาตุผาแดง ระหว่างปี 2541-2546 ร้อนถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับรัฐบาลและในพื้นที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ทั้งการจ่ายเงินชดเชย หรือส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชชนิดอื่นแทนการปลูกข้าว เช่น อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ จนในปี 2547 รัฐบาลได้อนุมัติเงินจำนวน 92 ล้านบาท เพื่อซื้อข้าวมาทำลายทิ้ง แต่จนถึงปัจจุบันนี้พบว่าชาวบ้านในพื้นที่ทั้ง 3  ตำบล ยังปลูกข้าวในพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีการปนเปื้อนของสารแคดเมียมกันอยู่

 นายบุญปั๋น ละน้อย อดีตกำนัน ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก บอกว่า แม้มีข้อมูลระบุว่าพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในดินและพืชในพื้นที่ทำกิน แต่เมื่อไม่มีความชัดเจนเพราะบางแปลงก็ตรวจพบแต่บางแปลงก็ตรวจไม่พบแคดเมียม ทำให้ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าพื้นที่ปลูกข้าวของพวกเขามีสารแคดเมียมปนเปื้อนอยู่จริง ประกอบกับโรคที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคเฉียบพลันรุนแรง จึงไม่มีใครสนใจข้อมูลที่หน่วยงานภาครัฐออกมาเตือน และยังปลูกข้าวและกินข้าวที่ปลูกอยู่

 "บางคนไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชตัวอื่นที่ภาครัฐส่งเสริม ชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปลูกพืชอื่นขายแล้วได้เงินมาก็จริง แต่ต้องเอาไปซื้อข้าวกินอยู่ดี สู้ปลูกข้าวแล้วเก็บไว้กินเหลือก็แบ่งไปขายได้ทั้งข้าวได้ทั้งเงิน" นายบุญปั๋นให้เหตุผล

 นางเพลินใจ เลิศลักขณวงศ์ ผู้ประสานงานประชาคมแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก บอกว่า แม้หลายหน่วยงานได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและพยายามปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้าน แต่การเปลี่ยนจากปลูกข้าวเป็นอ้อยไม่ใช่เรื่องง่าย และเมื่อข้าวแพงชาวบ้านก็หันกลับมาปลูกข้าวอีก แต่ข้าวที่ปลูกในพื้นที่ไม่ได้ส่งไปขายที่ไหน ยังหมุนเวียนและบริโภคกันอยู่ เนื่องจากผลผลิตข้าวที่ปลูกไม่เพียงพออยู่แล้ว "ประชาคมแม่สอดเป็นห่วงเรื่องสิทธิและสุขภาพของชาวบ้านจึงเข้าไปช่วยเหลือและให้ความรู้ แต่วันนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน การให้ความรู้เป็นสิ่งจำเป็น"

 นางเพลินใจ บอกอีกว่า แม้ข้อมูลผลทางการแพทย์ที่ระบุว่าผลตรวจเลือดของชาวบ้านใน 3 ตำบลจะพบแคดเมียม ซึ่งจะทำให้กระดูกบาง ทำลายไต แต่ทุกโรคที่กล่าวมาก็มาจากหลายสาเหตุที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามาจากแคดเมียม

 นายศราวุธ ทังดิน ปลัดอำเภอแม่สอด จ.ตาก ในฐานะผู้อำนวยการโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่ตาว กล่าวว่า  ชาวบ้านเข้าใจสิ่งที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามอธิบายแต่ที่ยังปลูกและกินข้าวกันอยู่ สาเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านต้องปลูกข้าวไว้กินเพราะข้าวไม่เพียงพอ ทุกปีต้องนำข้าวจาก จ.สุโขทัย หรือนำเข้าจากพม่ามาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค

 "หลังจากมีปัญหา ภาครัฐได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อยทดแทนข้าวเมื่อปี 2549 จนปัจจุบันมีชาวบ้าน 407 ราย หันมาปลูกอ้อยรวมทั้งสิ้น 6,368 ไร่ คิดเป็น 48.11% ขณะนี้มีการแจกจ่ายปุ๋ยอินทรีย์ให้เจ้าของนา 155 ราย ไปใส่เพื่อลดการปนเปื้อนของแคดเมียม แต่คงต้องรอหลังการเก็บเกี่ยวแล้วนำตัวอย่างข้าวมาตรวจดูอีกครั้ง หากพบก็ต้องหาทางทำลายข้าวทั้งหมดอีกครั้ง"

 ส่วนการนำประชาชนกลุ่มตัวอย่างไปตรวจปัสาวะของโรงพยาบาลแม่สอดและสาธารณสุขอำเภอแม่สอด ตั้งแต่ปี 2547 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 13 หมู่บ้าน จำนวน 7,730 ราย ผลการตรวจประชากร 6,886 ราย หรือ 89.1% ผลตรวจแคดเมียมในปัสสาวะเป็นปกติ ประชากร 844 ราย หรือ 10.9% พบมีแคดเมียมในปัสสาวะสูงกว่าปกติ และใน 654 ราย หรือประมาณ 8.5% ตรวจพบแคดเมียมในปัสสาวะค่อนข้างสูง

 ในห้วงปี 2547-2548 ได้นำประชากรกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวที่มีแคดเมียมในร่างกายมาตรวจการทำงานของไต  มี 800 คนกลับมาตรวจ อีก 44 คนหาตัวไม่พบเพราะย้ายถิ่นฐาน ผลการตรวจประชากร 40 ราย หรือ 5% พบภาวะไตเสื่อม-วาย และ 219 ราย หรือ 27.4% พบภาวะไตเสื่อม โรงพยาบาลแม่สอดได้รับทั้งหมดเป็นคนไข้พิเศษเพื่อตรวจสุขภาพเป็นระยะ

 นายศราวุธ กล่าวยอมรับว่า ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีประชากรกลุ่มเสี่ยงที่ผลตรวจปัสสาวะมีแคดเมียม เสียชีวิตไปจำนวน 38 ราย แต่ทั้งหมดเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นซึ่งแพทย์ก็วินิจฉัยไม่ได้ชัดเจนว่ามาจากแคดเมียมโดยตรง

 เป็นบทเรียนสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้านใน ต.แม่ตาว ต.แม่กุ และต.พระธาตุผาแดง ซึ่งภาครัฐต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้นการสร้างองค์ความรู้ สร้างความเข้าใจและให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องชัดเจน เพื่อให้ชาวบ้านรู้ถึงผลกระทบของสารแคดเมียมที่ปนเปื้อนอยู่ในพื้นที่ทำกินของตัวเอง

"จันจิรา จารุศุภวัฒน์ "