ข่าว

 น้อมรับพระบรมราโชวาทอย่าทรยศความยุติธรรม

น้อมรับพระบรมราโชวาทอย่าทรยศความยุติธรรม

27 ม.ค. 2553

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราโชวาท แก่นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งนำตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตำแหน่งตุลาการศาลปกครอง เข้าเฝ้า เมื่อวันจันทร์(25)

 “...ท่านทั้งหลายได้ปฏิญาณ ควรรักษา คือคนที่ต้องตัดสินอะไรที่ควร ที่ไม่ควร ที่ดี ที่ไม่ดี ท่านที่ได้ปฏิญาณนี้มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย คือ ท่านต้องจัดการให้ปัญหาในการปกครองประเทศเป็นไปโดยเรียบร้อย และท่านมีอำนาจที่จะตัดสิน ที่จะพิพากษา นั่นหมายความว่า ท่านจะต้องรู้ อะไรควรไม่ควร นี่เป็นงานที่ท่านต้องทำ และมีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ประเทศชาติมีความเป็นธรรม...” ทรงให้สติแก่บรรดาผู้พิพากษาให้ตระหนักถึงภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่ง อีกทั้งทรงเน้นย้ำมิให้ทรยศต่อความยุติธรรม

 “...บางทีท่านถูกว่า ถูกกล่าวหาว่าท่านเป็นคนที่ไม่ดี เพราะว่าไปตัดสินในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้าท่านมี ท่านยึดติดกับคนที่ทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ก็เป็นกลาง ความเป็นกลางนี้ยากมาก เพราะต้องมีความคิดที่เป็นกลาง ท่านต้องมีความเป็นกลาง มีไว้ซึ่งความยุติธรรม ถ้าท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ของท่าน และถ้าท่านทำไม่ได้ เท่ากับท่านทรยศต่อความยุติธรรม การทรยศไม่มีใครอยากจะทำ เพราะเป็นความไม่ดี เป็นความน่าเกลียด ท่านต้องพิจารณา ท่านปฏิญาณที่จะทำ ที่จะรักษาความยุติธรรม ก็ต้องสร้างความยุติธรรม” นี่เป็นความบางตอน ที่พระราชทานแก่ศาลปกครอง ศาลอันเป็นที่พึ่งสุดท้าย ของบรรดาผู้คนที่มีกรณีพิพาทกับหน่วยงานของรัฐ

 ความยุติธรรมนั้น ได้กลายเป็นประเด็นอันเป็นที่โต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง ในหมู่คนในสังคมไทย หรือที่คนกลุ่มหนึ่งเรียกว่า “สองมาตรฐาน” หมายถึง การปฏิบัติต่อคน 2 ฝ่าย แตกต่างกัน คนฝ่ายหนึ่งก็จะกล่าวว่า พวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรม เนื่องเพราะความยุติธรรมนั้น คือความพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจเท่านั้น หาได้คำนึงถึงเหตุผลประการใดไม่ ฉะนั้น จึงพระราชทานพระบรมราโชวาทอีกตอนหนึ่งว่า “...คดีต้องมีความยุติธรรมของคดีนั้นๆ ซึ่งถ้าท่านพิจารณาแล้ว คิดว่าอะไรเป็นยุติธรรม ซึ่งมีอะไรที่เป็นกลาง ที่ถูกต้อง ท่านก็ชนะในความจริง ฉะนั้น ท่านต้องรักษาความยุติธรรมนี้ และรักษาความยุติธรรมและปฏิบัติด้วยความกล้าหาญ หนักแน่น” หมายถึงว่า เมื่อความคิดเป็นกลางแล้ว ก็ย่อมรักษาความยุติธรรมไว้ได้

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหาได้มีพระราชสถานะในดวงใจของคนไทย ในภาพของพ่อของแผ่นดินเท่านั้น หากยังทรงเป็นเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ด้วย พระองค์เข้าพระราชหฤทัยในบริบทของสังคมในแต่ละห้วงยุคสมัยอย่างดี เมื่อคราวพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่รัฐมนตรีใหม่ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ทรงเน้นย้ำให้ซื่อสัตย์ สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน และต้องทำให้เห็นจริงด้วย ครั้งนี้ ทรงให้สติแก่บรรดาผู้พิพากษาศาลปกครองว่า ต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ซึ่งถ้าทำไม่ได้ ก็เท่ากับทรยศต่อความยุติธรรม ความเหล่านี้ มิเพียงเป็นสิ่งที่ผู้ที่ได้รับสั่งจะต้องน้อมเกล้าฯ ปฏิบัติตาม แต่ย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนโดยทั่วไปจะต้องมีสติระลึกได้ว่าพระองค์ทรงมีความห่วงใยต่อบรรดาข้าของแผ่นดินเพียงใด