ข่าว

"สันติวิธีหรือไม่มีน้ำยา"

"สันติวิธีหรือไม่มีน้ำยา"

27 ม.ค. 2553

มติ "พรรคประชาธิปัตย์" เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมาสำหรับคอการเมืองที่ติดตาม "การเมืองสไตล์ประชาธิปัตย์" คงไม่มีใครแปลกใจที่มีมติออกมาเพื่อ "รักษาภาพลักษณ์" ให้พรรคดูดีในสายตาสังคม

 โดยที่ประชุมกรรมการบริหารพรiคประชาธิปัตย์ มีมติ "ไม่ร่วมลงชื่อ" ในญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยที่เป็นฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตลอด

 ดังนั้นการที่ "กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์" มีมติออกมาแบบนี้ ทำให้ยังได้ใจ "กองหนุน" อยู่เหมือนเดิม  

 ส่วนการลงคะแนนเสียงรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 94 เรื่องเขตเลือกตั้งที่ "พรรคร่วมรัฐบาล" เสนอแก้ไขให้ไปใช้เขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 มติที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์มีมติ "ไม่รับร่าง"

 โดยเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมพรรคจำนวน 82 เสียง เห็นว่าไม่ควรแก้ไข มาตรา 94 ขณะที่ 48 เสียง เห็นว่าควรแก้ไขเป็นเขตเล็ก งดออกเสียง 2 เสียง

 แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีมติออกมาอย่างไรเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านบางส่วนยังคงเดินหน้าต่อไป

 ขณะที่ "ฝ่ายการเมือง" เดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากทดลองใช้มาได้ 2 ปีกว่า แต่องค์กรที่มีหน้าที่ "ติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึงข้อพิจารณา เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น" อย่าง "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ยังไม่มีการเคลื่อนไหวต่อเรื่อง "รัฐธรรมนูญ"

 สำหรับ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ในปัจจุบันมี 2 คน คือ นายปราโมทย์ โชติมงคล และนางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ และว่าที่ผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ คือ นายศรีราชา เจริญพานิช อดีตเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่

 มีคำถามต่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ตามมามากมายสำหรับการ "ไม่ทำตามหน้าที่" ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

   อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น คือการ "ใช้อำนาจ" ของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ทั้ง 3 คน ที่มีศักดิ์และศรีเท่าเทียมกัน

 การพิจารณาเพื่อให้มติเป็น "เอกฉันท์" ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำบางครั้งการทำงานรวมตัวกันค่อนข้างลำบาก

 ยังไม่รวมถึงกรณี "แผล" ที่เคย "กระทำบกพร่องโดยสุจริต" เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ตัวเองจนกลายเป็น "คดีติดตัว" ทุกวันนี้ยังต้องไปขึ้นศาล

 ทำให้การติดตามผลงานตามหน่วยงานต่างๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอาจถูก "ศอกกลับ" โดยเฉพาะเรื่องประมวลจริยธรรม ส.ส.และ ส.ว.ก็ยังไม่แล้วเสร็จ !

 บางเรื่อง "รัฐธรรมนูญปี 2550" ให้อำนาจแก่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" สามารถหยิบเรื่องขึ้นมาพิจารณาเองได้ ต่างจากในอดีตที่ต้องมีคนร้อง แต่ดูเหมือน "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ยังทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไม่ครบถ้วน

 ทั้งที่บางเรื่องหากหยิบมาทำสามารถสร้างผลงานให้แก่องค์กรและยังเป็นหน่วยงานที่ทำให้ผู้กระทำความผิดรู้สึกกลัวและเกรงใจ เพราะสามารถเข้าไปหยิบเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาพิจารณาได้ทุกหน่วยงาน

 นอกจากนี้ยังเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้หากเรื่องนั้นๆ ยังไม่มีการฟ้องร้องถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล

 เชื่อว่าหาก "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างจริงจังจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางสังคมได้เป็นอย่างมาก

 รวมแม้กระทั่งเรื่องการเมือง "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ก็สามารถหยิบยกนำมาเป็นประเด็นในการพิจารณาได้ เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นข่าวส่อทุจริตกรณี "โครงการไทยเข้มแข็ง หรือชุมชนพอเพียง" ทางผู้ตรวจการแผ่นดินก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปดำเนินการได้

 แต่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" กลับนิ่งเฉย ! ทั้งที่เป็นโอกาสใช้อำนาจและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

 ทำให้มีหลายคนเกิดข้อสงสัยที่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ไม่ค่อยหยิบเรื่องต่างๆ เข้ามาพิจารณา เนื่องจากปัญหาเรื่องบุคลากรที่ด้อยประสบการณ์หรือไม่

 ใช่ว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จะไม่มีผลงาน เพราะหลายเรื่องก็ประสบความสำเร็จในเรื่องการเข้าไปเป็นตัวกลางในการเจรจาโดย "สันติวิธี" เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ข้อยุติไม่มีการฟ้องร้อง

 แต่ขณะนี้ "การเมือง" ได้นำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

 ดังนั้น "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ในฐานะเจ้าของ "สันติวิธี" คงต้องแสดงบทบาทให้มากกว่าที่ทำอยู่เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ อย่าให้มีใครตราหน้าว่า "สันติวิธีหรือไม่มีน้ำยา"

สมถวิล เทพสวัสดิ์