ข่าว

ไฟเขียวงบปี54รัฐทุ่มลงทุนพื้นฐานตั้งเป้าสมดุลปี 57-"ไตรรงค์" ติงคลังระวังการรีดภาษี

ไฟเขียวงบปี54รัฐทุ่มลงทุนพื้นฐานตั้งเป้าสมดุลปี 57-"ไตรรงค์" ติงคลังระวังการรีดภาษี

26 ม.ค. 2553

ครม.ไฟเขียวงบประมาณรายจ่ายปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท ตั้งขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท เพิ่มงบลงทุนเน้นวางโครงสร้างพื้นฐาน วางเป้าปี 2557 ทำงบสมดุล "ไตรรงค์" ติงคลังอย่ารีดภาษีนิติบุคคลมาก ห่วงเพิ่งฟื้นตัวอาจกระทบต่อธุรกิจ

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินและโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่มีวงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% จากปีงบประมาณ 2553 ขณะที่รัฐบาลประมาณการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2554 ไว้ที่ 1.65 ล้านล้านบาท โดยการจัดทำงบประมาณรายจ่ายยังเป็นแบบขาดดุล ในวงเงิน 4.2 แสนล้านบาท

 "ภายใต้งบรายจ่ายปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลตั้งงบลงทุนที่ 16.7% เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีงบลงทุนเพียง 12% หรือมีงบลงทุนในปีงบประมาณ 2554 เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับเงินกู้ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งน่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2554 เดินหน้าไปได้”นายกรณ์กล่าวและว่า แม้รัฐบาลจะทุ่มงบลงทุนทั้งส่วนของภาครัฐและการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าไม่มาก ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะต้องเน้นโครงการที่ส่งผลในเชิงบวกต่อโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว

 นายกรณ์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะทำงบสมดุลให้ได้ภายในปี 2557 โดยในการใช้เงินงบประมาณนั้น รัฐพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เม็ดเงินนอกงบประมาณ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว รายได้ของรัฐบาลสูงขึ้น เอกชนมีความพร้อมที่จะลงทุนมากขึ้น เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมีกำลังซื้อดีขึ้น ก็สามารถหาแหล่งเงินอื่นๆ ได้ ดังนั้นขอให้สบายใจได้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

 นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.เพื่อพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2554 ตนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลังจำนวน 1.65 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะประมาณการการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้ขอให้กระทรวงการคลังไปแยกแยะตัวเลขให้ชัดเจน และกำชับว่าอย่าตั้งเป้าการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลสูง เพราะจะทำให้กรมสรรพากรต้องไล่เก็บภาษีกับเอกชน ซึ่งจะกระทบกับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ

 "การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เป็นแนวทางที่ถูกต้องที่เน้นลงทุนในโครงการขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นแล้วก็ต้องลงทุนในโครงการที่จะวางรากฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาว หากเป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ก็จะต้องพิจารณาว่าเป็นโครงการที่สร้างอัตราการขยายตัวมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่าย เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ การลงทุนด้านโลจิสติกส์ และโครงการแลนด์บริจด์ เป็นต้น