ข่าว

 คมเคียวที่หายไป

คมเคียวที่หายไป

28 ม.ค. 2553

ชาวนาไทยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ใช้เคียวเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเกี่ยวข้าว ซึ่งจะต้องมีลีลาและวิธีการเฉพาะตัวจึงจะเกี่ยวข้าวได้มาก

และมีข้าวร่วงหล่นเสียหายน้อยที่สุด เคียวที่ดีจึงต้องคมกริบและอยู่ในอุ้งมือของคนที่ชำนาญ มือซ้ายรวบต้นข้าวมาในตำแหน่งที่ต่ำกว่ารวงข้าวสักหนึ่งกำมือ ส่วนมือขวากวาดเคียวเกี่ยวให้เฉียดใต้มือซ้ายลงไป ตวัดปลายเคียวขวับพร้อมกับมือซ้ายกระตุกรวงข้าวในกำมือรวบเข้าหาตัว เมื่อรวงข้าวขาดจากต้นแล้วจึงวางลงไปบนพื้นที่มีซังข้าวรองรับ หรือวางลงไปบนพื้นเรือในท้องทุ่งที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ

 จังหวะจะโคนในการเกี่ยวข้าวต้องลงตัวพอดิบพอดี มิฉะนั้นเคียวที่คมกริบจะบาดเนื้อใต้ท้องนิ้วก้อย หรืออาจจะเกี่ยวเอานิ้วก้อยให้ขาดหายไปทั้งนิ้วกันเลยทีเดียว เพลงลูกทุ่งในยุคก่อนเก่าจึงมีการพร่ำพรรณนาถึงรอยเคียวที่เกี่ยวนิ้วก้อยของไอ้หนุ่มและอีสาว ที่แทนจะก้มหน้าก้มตามีสมาธิตั้งใจเกี่ยวข้าว กลับมัวแต่แอบชำเลืองทำตาหวานเยิ้มใส่กัน จนพลาดพลั้งให้คมเคียวที่เกี่ยวใจ

 รูปลักษณ์ของเคียวยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับของอื่นอีกหลายอย่าง ไม่เว้นแม้แต่พระจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟากฟ้า ยามใดที่พระจันทร์แหว่งเว้าตามข้างขึ้นข้างแรม ก็จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับรูปเคียวดังเช่นหลายนักร้องที่ขับขานเสียงเพลง ที่โด่งดังติดหูผู้คนในเมืองไทยจนทุกวันนี้

 หรือแม้แต่การต่อสู้ทางการเมืองเรื่องแบ่งชนชั้น เคียวก็ถูกนำไปเป็นสัญลักษณ์ของเกษตรกรชาวนา คู่กันไปกับสัญลักษณ์รูปค้อนแทนที่ชนชั้นกรรมาชีพขายแรงงานในอุตสาหกรรม เห็นธงแดงรูปค้อนและเคียวเกี่ยวไขว้กันที่ไหน ย่อมหมายถึงเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นที่ถูกกดขี่อยู่ในสังคมที่นั่น จนสัญลักษณ์ดังกล่าวถูกยกให้เป็นเครื่องหมายการต่อสู้ของคนในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ไปในที่สุด

 ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการทำนาข้าวไปทั่วทุกหย่อมหญ้า เคียวจึงเคยถูกแขวนอยู่ข้างฝาบ้านของคนจนชินตา พอถึงเวลาที่ข้าวออกรวงเต็มท้องทุ่ง จะเห็นชาวนาชาวบ้านเอาเคียวคล้องบ่า เดินดาหน้าออกไปช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ยามที่เหนื่อยนักก็พักปวดหลัง ด้วยการร้องเพลงอีแซวแว่วขับขานเพื่อให้คลายเหนื่อย

 หนุ่มบ้านเหนือมารับจ้างลงแขกเกี่ยวข้าวที่บ้านใต้ เกิดรักชอบกันกับอีสาวบ้านใต้แล้วได้แต่งงานกัน จึงเป็นการถ่ายทอดประเพณีและวัฒนธรรมระหว่างถิ่นเกิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการทำงานด้านเกษตรกรรม

 แต่ปัจจุบันนี้เมื่อถึงทีที่ข้าวออกรวงสุกปลั่งสีดั่งทองคำเต็มทุ่ง กลับไม่เห็นมีหนุ่มสาวชาวนาพากันออกไปลงแขกเกี่ยวข้าวอีกแล้ว เพราะมีแต่รถรถเกี่ยวข้าวคันโต ทำหน้าที่เกี่ยวข้าวในนาของเจ้านาที่ว่าจ้างมา ลงลุยทุ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้าว, ฝัดข้าวแยกเมล็ดกับฟางข้าวออกจากกัน พร้อมกับบรรจุกระสอบให้เสร็จสรรพเรียบร้อย

 ชาวนาในปัจจุบันนี้จึงแปลงสภาพจากเกษตรกรผู้ยากไร้ เข้าไปสู่ระบบของการเป็นนายทุนผู้ว่าจ้างเต็มตัว เริ่มด้วยการจ้างรถไถนาไปไถย่ำบนที่ดิน จ้างรถหว่านข้าวไปหว่านข้าวลงบนพื้นนา จ้างรถเกี่ยวข้าวมาทำการเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนั้น วันนี้การทำนาจึงกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ซึ่งหากยังไม่มีใครไปเสริมความรู้ให้ชาวนาในปัจจุบัน ได้รู้จักกระบวนการบริหารต้นทุนเชิงธุรกิจ ความพอมีพอกินของชาวนาก็คงเป็นไปได้เพียงแค่ “เหมือนข้าวคอยเคียว” เท่านั้นเองครับ

 

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ