
รายงาน-ปฏิรูปการเมือง-เทน้ำราดกองไฟ-ดับขัดแย้ง?
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองและทางความคิดเช่นทุกวันนี้ ย่อมต้องมีความพยายามที่จะแสวงหาทางออก
และ "ปฏิรูปการเมือง" ดูเหมือนจะเป็นคำตอบสำเร็จรูปของเรื่องนี้
"ทุกฝ่าย" พยายามแสวงหาทางออกสำหรับความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมมายาวนานเกือบห้าปี
ด้วยความเชื่อที่ว่า หากปัจจัยที่เรียกว่า การเมืองที่บกพร่องถูกกำจัด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคลี่คลายลงไปได้เหมือนกับกดปุ่มรีเซตใหม่
ทุกคนก็มีความเชื่อเช่นเดียวกัน แต่ด้วยสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นทำให้แต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
อีกทั้งแต่ละฝ่ายก็ตั้งเป้าในการ “ปฏิรูป” ของตัวเองไม่เหมือนกัน
หรือเรื่องเนื้อหาในการแก้ที่นักการเมืองต่างพุ่งเป้าชนิดแคบว่า การปฏิรูปการเมือง คือการแก้รัฐธรรมนูญ
ซึ่งแค่นี้ก็ยังมองเนื้อหาที่ไม่เหมือนกัน
โดยเฉพาะมาตรา 237 เรื่องการยุบพรรคที่ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะยืนยันชนิดหัวเด็ดตีนขาดว่า ถึงอย่างไรก็ต้องแก้ไข โดยอ้างเรื่องความเข้มแข็งของพรรคการเมือง
แต่นัยโดยแท้จริงก็เป็นที่รู้กันว่าต้องการตัดขาดเรื่องการทุจริตเลือกตั้งซื้อเสียงออกจากความรับผิดชอบของพรรค รวมไปถึงความต้องการพาอดีตกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด รวมไปถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กลับคืนสู่การเมือง
ขณะที่ฝ่าย "ผู้กุมอำนาจรัฐ" เองกลับไม่ต้องการเช่นว่า เพราะเป็นการพาศัตรูกลับเข้าสู่สนามแข่งขัน
และมิพักต้องไปกล่าวอ้างถึงมาตราอื่นๆ ที่บรรดานักการเมืองเห็นว่าเป็นการจำกัดการใช้อำนาจ หรือสร้างความไม่สะดวกสบายแก่พวกตนเหมือนที่เคยมา แต่ในขณะเดียวกันภาคส่วนอื่นๆ ต่างก็มีความต้องการของตัวเองอันยากต่อการประสานประโยชน์ที่ลงตัวและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยแท้จริง
ข้อเสนอจากนายกฯ ว่าด้วย "คนกลาง" เพื่อมาศึกษาจึงเกิดขึ้นและมอบหมายให้ "สถาบันพระปกเกล้า" ที่รัฐบาลคิดว่าเป็นกลางให้เป็นเจ้าภาพในงานนี้
ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าก็โดดรับเรื่องนี้เอาไว้ โดยรับทำการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง
โดยวางกรอบการศึกษาไว้คร่าวๆ คือ ศึกษาสภาพการณ์อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในระบบการเมืองและจัดทำข้อเสนอสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองโดยความสมานฉันท์และเห็นพ้องต้องกันของสาธารณชน
โดยตั้ง “สุจิต บุญบงการ” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคณะกรรมการอิสระในการศึกษาและจะเชิญทุกภาคส่วนมาร่วมเป็นคณะกรรมการอีก 50 คน ซึ่งจะรับฟังความเห็นจากผู้นำการเมือง ทั้งจากนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ผู้แทนกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้แทนกลุ่ม นปช. ผู้แทนศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ บุคคลที่ยอมรับของสังคม ผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม และรับฟังความเห็นจากประชาชน 76 จังหวัด
หลังจากนั้นนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอเบื้องต้นและนำข้อเสนอเบื้องต้นไปรับฟังความเห็นจากกลุ่มต่างๆ และจากประชาชนทั้ง 76 จังหวัดอีกครั้ง
และคณะกรรมการอิสระจะนำข้อเสนอต่างๆ มาจัดทำข้อเสนอสุดท้ายสรุปปรับปรุงข้อเสนอสุดท้ายและจัดส่งให้คณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และพิมพ์เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ทั้งหมดนี้จะใช้เวลา 8 เดือน
และตามแบบพิมพ์เขียวที่ร่างกันไว้เมื่อทุกภาคส่วนเห็นด้วย ก็จะตั้ง ส.ส.ร.ภาค 3 โดยใช้เวลา 3 เดือน ในการคัดเลือก และใช้เวลาอีก 8 เดือน รวมทั้งสิ้นจะใช้เวลา 19 เดือน ซึ่ง "ดูสวยหรู" เป็นขั้นเป็นตอน
แต่คำถามคือ คณะกรรมการดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะเป้าหมายหลักของครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูปการเมือง แต่ต้องการสลายความขัดแย้ง ซึ่งค่อนข้างแน่ว่า พรรคฝ่ายค้านรวมถึงคนเสื้อแดงน่าจะไม่เอาตามวิธีนี้ด้วยอย่างแน่นอน
ประการที่หนึ่งคือ ทั้งสองซึ่งแม้แท้จริงแล้วจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ต่างเห็นว่าสถาบันพระปกเกล้านั้นไม่เป็นกลาง โดยอ้างว่าเคยรับงานให้ผู้มีอำนาจมาก่อน
ประการต่อมาคือ เป้าประสงค์ที่ต่างกันโดยเฉพาะเรื่องการช่วยบางคนให้พ้นผิด ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าหากเข้าร่วมทั้งกระบวนการแล้วจะได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ซ้ำหากสุดท้ายไม่ได้แล้ว การเข้าร่วมยังเป็นการปิดโอกาสเรียกร้องในโอกาสต่อไปลง สู้เดินหน้าในแบบของตัวเองยังจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า
เช่นเดียวกับ "พันธมิตรฯ" ที่เป็นคู่ขัดแย้งก็คงไม่ต้องการเห็นเรื่องดังกล่าวจบลงด้วยการให้ขั้วเก่ากลับมามีอำนาจ
การปฏิรูปครั้งนี้ก็จะไม่ต่างจากการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา โดยความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่และไม่เข้าถึงแก่นการปฏิรูปที่แท้จริง ทั้งยังไม่บรรลุเป้าหมายสลายความขัดแย้งอีกด้วย
ทางออกคือ สถาบันพระปกเกล้าต้องรับเป็นเพียงเลขานุการและจัดประสานให้หน่วยงานที่หลากหลาย มาทำหน้าที่นี้
ที่สำคัญต้องไม่กำหนดแม้กระทั่งตัวประธานอย่างที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ เพราะมิฉะนั้นก็คงก้าวไม่พ้นข้อหา "ล็อกสเปก" และการไม่ยอมรับ
ขณะที่ฝ่ายคู่ขัดแย้งก็ควรจริงจังต่อการแก้ไขปัญหามากกว่ายึดธง ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก
เพราะหากแต่ละคนยังยืนอยู่ในมุมของตนเองไม่ใส่ใจที่จะแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ต่อให้มีอีกล้านผู้เป็นกลางต่างฝ่ายก็คงไม่ยอมรับ
ซึ่งจะไม่ต่างจากที่ "รัฐธรรมนูญ 50" กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้
และเราก็ต้องเขียนรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมทั้งปฏิรูปการเมืองจนกลายเป็นกิจวัตรของประเทศ
** อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ**



