ข่าว

หญิงมะกันค้นหาพ่อผ่าน DNA หลังโตในครอบครัวบุญธรรม พบเอฟบีไอต้องการตัวที่สุด

หญิงมะกันค้นหาพ่อผ่าน DNA หลังโตในครอบครัวบุญธรรม พบเอฟบีไอต้องการตัวที่สุด

13 มี.ค. 2564

การสืบค้นหารากเหง้าหลังเติบโตในครอบครัวบุญธรรมของหญิงอเมริกันคนหนึ่ง พบความจริงว่าพ่อของเธอมีชื่อในบัญชีคนที่เอฟบีไอต้องการตัวมากที่สุด 

 

เคที กิลคริสต์ สตรีวัย 63 ปี ชาวเมืองคาโรลีนา ชอร์ส รัฐนอร์ท คาโรไลา  รู้มาตลอดว่าเธอเป็นลูกที่พ่อแม่บุญธรรมรับไปเลี้ยงตั้งแต่วัยแบเบาะ แต่ต้องการสืบค้นรากเหง้าของตัวเอง สุดท้ายแล้วความจริงที่ได้รู้ เกิดเป็นคำถามว่าชีวิตของเธอจะเป็นเช่นไร หากแม่ของเธอไม่ได้ตัดสินใจยกลูกให้กับคนอื่น เมื่อพบว่าพ่อผู้ให้กำเนิด เป็นผู้ต้องสงสัยหนีการจับกุม ที่สำนักงานสืบสวนกลาง(เอฟบีไอ) ต้องการตัวมากที่สุดเมื่อหลายปีก่อน 

การเข้ารับตรวจดีเอ็นเอครั้งแรกของกิลคริสต์ ในปี 2560 นำพาเธอไปรู้จักกับ ซูซาน กิลมอร์ ลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นนักพันธุกรรมศาสตร์ อยู่ในรัฐเมน  ซูซานชักชวนกิลคริสต์ ตรวจดีเอ็นเอสืบค้นบรรพบุรุษ  เพื่อค้นหาคนที่มีความเชื่อมโยงทางสายเลือดเพิ่มเติม เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านนี้อยู่แล้ว ที่สุดพบว่าพ่อของเธอชื่อ วิลเลียม แบรดฟอร์ด บิชอป จูเนียร์ เธอเล่าถึงนาทีที่ซูซานแจ้งข่าวครั้งแรกว่า ได้ชื่อพ่อของเธอแล้ว  เธอถามว่าเป็นคนดังหรือ ซูซานตอบว่า เอ่อ.. ก็ใช่นะ  และเมื่อรู้ว่าพ่อที่แท้จริงเป็นฆาตกร  เธอได้แต่หัวเราะ กิลคริสต์กล่าวว่าเธอได้อารมณ์ขันจากครอบครัวที่รับเลี้ยงเธอ  

 

หญิงมะกันค้นหาพ่อผ่าน DNA หลังโตในครอบครัวบุญธรรม พบเอฟบีไอต้องการตัวที่สุด

 

บิชอป เป็นบุคคลที่เอฟบีไอต้องการตัวมานานหลายสิบปี ตั้งแต่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมภรรยา วัย 37  แม่ วัย 68 และลูกชายอีก 3 คน อายุ 5 10 และ 14 ปี ที่เมืองเบเทสดา รัฐแมรีแลนด์ เมื่อ 1 มีนาคม 2519  สำนักงานนายอำเภอมอนต์โกเมอรี เมืองร็อควิลล์ รัฐแมรีแลนด์  แจ้งข้อหาฆาตกรรมกับพ่อของเธอซึ่งขณะนั้นอายุ  39 ปี ด้วยการใช้ค้อนทุบตีสมาชิกในครอบครัวขณะหลับ ก่อนขับรถ 480 กม.ขนศพนำไปเผาและฝังในหลุมตื้นๆที่เมืองโคลัมเบีย รัฐนอร์ทคาโรไลนา ตำรวจพบรถของบิชอป ที่อุทยานแห่งชาติเทือกเขาเกรต สโมคกี ภายในรถ มีแผนที่และอุปกรณ์เดินป่า บิชอปเป็นนักเดินป่ามากประสบการณ์คนหนึ่ง ทำให้ตามตัวยาก  

 

 

 

 

บิชอปจบปริญญาด้านอเมริกันศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล และปริญญาโทด้านภาษาอิตาลีจากวิทยาลัยมิดเดิลบิวรี รัฐเวอร์มอนต์  ในปี 2519 จากนั้น เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. ก่อนหายตัวไป  ในวันก่อเหตุฆาตกรรมสุดสยองนั้น เป็นวันที่บิชอปรู้ว่าตนเองชวดการเลื่อนตำแหน่งที่กระทรวง คาดว่าเรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุ เอฟบีไอ ระบุว่า บิชอปเป็นโรคนอนไม่หลับ เคยรักษาตัวในแผนกจิตเวช ใช้ยาแก้ซึมเศร้า หมกหมุ่นกับตัวเอง เครียด และมีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรง เอฟบีไอจัดเป็นบุคคลอันตรายมากและมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย

 

  หญิงมะกันค้นหาพ่อผ่าน DNA หลังโตในครอบครัวบุญธรรม พบเอฟบีไอต้องการตัวที่สุด

 

ในปี 2557 เอฟบีไอขึ้นบัญชี บิชอป เป็น 1 ใน 10 ผู้ต้องสงสัยที่เอฟบีไอต้องการตัวมากที่สุด ก่อนมีผู้ต้องสงสัยหนีการดำเนินคดีอีกรายเข้าไปแทนที่ในปี 2561  แต่เอฟบีไอยังไม่เลิกติดตามตัว หากยังมีชีวิตอยู่ในค.ศ.นี้ เขาจะอายุ 84 ซึ่งกิลคริสต์เชื่อว่า พ่อที่พูดได้คล่อง 5 ภาษา ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเคยมีผู้พบเห็นเขาในยุโรป เชื่อว่าอาจเริ่มต้นชีวิตใหม่และมีครอบครัวใหม่

บิชอปมีกิลคริสต์กับแม่ที่ให้กำเนิดเธอในปี 2500 แต่กลับไปแต่งงานกับหวานใจวัยเรียน 2 ปีให้หลัง จากนั้น ย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเบเทสตากับภรรยา แม่ยายและมีลูกชาย 3 คน ที่ต่อมาเสียชีวิตทั้งหมดจากน้ำมือของเขาเอง

ผลการค้นคว้าของกิลมอร์และกิลคริสต์ พบแม่ผู้ให้กำเนิด และญาติพี่น้องอีกกว่า 10 คนในรัฐแมตซาชูเสตส์ หลายคนเป็นพี่น้องต่างพ่อ  กิลคริสต์ติดต่อไปหาน้องที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา ทุกคนช็อกเมื่อรู้ว่ามีพี่สาวอีกคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน น้องต่างพ่อของเธอรู้สึกแย่กับเรื่องที่เกิดขึ้น และใช้เวลาร่วม 6 เดือนกว่าจะตอบรับการติดต่อของเธอ อย่างไรก็ตาม แม้ผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันสายสัมพันธ์ แต่แม่ของเธอที่เคยปล่อยมือจากลูกให้มีชีวิตที่ดีกว่า เลือกเก็บเป็นความลับ  กิลคริสต์กล่าวว่าเธอแค่ต้องการโอกาสขอบคุณเท่านั้น แต่เมื่อแม่ไม่ต้องการรับรู้เรื่องนี้ เธอจึงไม่ได้ทำอะไร แต่น้องของเธอ บอกว่าคิดว่าแม่รู้ทุกอย่างแล้ว แม่ยิ้ม และเราต่างยอมรับความต้องการของกันและกัน

 

 

กิลคริสต์ กล่าวว่า เรื่องราวของของเธอ เป็นตัวอย่างเตือนใจว่า การขุดค้นหาประวัติครอบครัวแท้จริงอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ผิดคาดที่สุดก็เป็นได้ เธอบอกเล่ากระบวนการขั้นตอนการค้นหาชาติกำเนิดของตนเอง ในหนังสือเรื่อง "It's in My Genes”