ข่าว

ย้อนเส้นทาง "พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล"

ย้อนเส้นทาง "พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล"

09 มี.ค. 2564

กลับมาเป็นข่าวอีกครั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ลงนามในคำสั่งให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับเข้ารับราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยระบุว่า“ไม่ใช่ลงนาม แต่เป็นเรื่องการทำงานที่โยกมา เมื่อสอบแล้วยังไม่ได้ข้อยุติก็ส่งกลับไป และไปสอบต่อที่โน่น”

สำหรับบิ๊กโจ๊กนั้นถือเป็นตำรวจที่เติบโตมาในเส้นทาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตร สถานีตำรวจทางหลวง 4 กองกับการ 5 จ.เชียงใหม่ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ก่อนไปเป็น ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ จ.สงขลา บ้านเกิด ไม่นานก็ขึ้นเป็น รองผู้บังคับการจังหวัดสงขลา และ ผู้บังคับการศูนย์ปฎิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาส่วนหน้า ดูแลพื้นที่ อ.จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพยา จ.สงขลา 4 อำเภอพื้นที่สีแดง ดูแลความไม่สงบต่อเนื่องชายแดนใต้

บทบาทหน้าที่นี้ทำให้ได้รับสิทธินับอายุราชการแบบทวีคูณ สำหรับใช้นับอาวุโสในการแต่งตั้ง ทำให้เขาได้ขึ้นเป็น นายพล นอกวาระการแต่งตั้งปี 2557 เป็นผู้บังคับการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ต่อมาปี 2558 ขยับเป็นผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว สร้างผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และในการแต่งตั้งวาระปี 2559 ขยับเป็นผู้บังคับการสายตรวจและปฎิบัติการพิเศษ (ผบก.สปพ.)

ต่อมาปี 2560 มีการปรับโครงสร้างตั้งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว บิ๊กโจ๊กได้ขยับเป็นรองผู้บัญชาการตำรจท่องเที่ยว จนกระทั่งปี 2561 บิ๊กโจ๊ก ติดยศ พล.ต.ท. เป็นผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

ซึ่งตามกฏคณะกรรมการข้าราชการตำรจ ระบุว่า เมื่อเป็นผู้บัญชาการ 1 ปี จะสามารถขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเมื่อเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. 1 ปี จะสามารถขึ้นเป็นรองผบ.ตร. หรือจเรตำรวจแห่งชาติ

แต่ปรากฎว่า บิ๊กโจ๊ก กลับถูกคำสั่งเด้งประจำศปก.ตร. และถูกคำสั่งให้ขาดจากทุกตำแหน่ง ทุกหน่วยเฉพาะกิจที่มีการจัดตั้งขึ้น และยังถูกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้ม.44 ให้ขาดจากตำแหน่งและอัตราเงินเดือนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับขั้นตอนการโอนข้าราชการพลเรือนสามัญกลับมารับราชการตำรวจนั้น ตามระเบียบและหลักการจะต้องพิจารณาจากพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาประกอบกับกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการโอนข้าราชการ ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการตำรวจหรือการโอนพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 31 และมาตรา 63 โดยในข้อ 4 ของกฎ ก.ตร. ให้ผู้บังคับบัญชาหัวหน้าหน่วยงานที่มีผู้ยื่นคำขอโอนพิจารณาการรับโอนโดยคำนึงถึงอายุตัว อายุราชการ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความชำนาญงานของผู้ขอโอนเปรียบเทียบกับข้าราชการตำรวจผู้รับราชการในหน่วยงาน และประโยชน์ที่ทางราชการจะได้รับเป็นสำคัญ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการรับโอนผู้นั้นมารับราชการทางสังกัดแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อทางราชการให้เสนอตำแหน่งชั้นยศ และอัตราเงินเดือนที่จะใช้รองรับการโอน พร้อมทั้งรวบรวมรายละเอียดข้อมูล หลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับประวัติการรับราชการ และประวัติส่วนตัวหน้าที่การงานของตำแหน่งที่จะรับโอน เหตุผลความจำเป็นที่ต้องรับโอน ไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา

ซึ่งผู้ที่จะกลับเข้ามารับราชการตำรวจจะต้องสมัครใจยื่นแบบฟอร์มคำขอโอนมารับราชการตำรวจ หลังจากนั้นในขั้นตอนของการพิจารณาบัญชีเทียบตำแหน่ง ข้าราชการตำรวจกับพลเรือนสามัญ โดยจะคำนึงจากอายุตัว ความสามารถ ความชำนาญ ซึ่งมีเงื่อนไขจะต้องไม่สูงกว่าอัตราเงินเดือนเดิม โดยจะต้องผ่านขั้นตอนของก.ตร.พิจารณา

หลังจากนี้จะต้องจับตาการโอนย้ายกลับมาของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ในครั้งนี้ ซึ่งปัจุบันอยู่ในตำแหน่งระดับ นักบริหารระดับสูง ว่าจะโอนย้ายกลับมาในตำแหน่งเทียบชั้นยศ พล.ต.ท. ในตำแหน่งระดับเดิม ผู้บัญชาการ เท่าตอนถูกย้ายไป หรือขยับสูงขึ้น เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งอำนาจในการพิจารณารับโอน เป็นของก.ตร.โดยพิจารณาจากอัตราเงินเดือน ประสบการณ์ ความเหมาะสม กฎหมาย และตำแหน่งที่ว่างอยู่ หรือไม่อย่างไร 

/////////////////