ข่าว

เสียงครวญ...ชาวนาหน้าแล้งชีวิตไม่มีทางเลือก-ชะตาเทวดาลิขิต

เสียงครวญ...ชาวนาหน้าแล้งชีวิตไม่มีทางเลือก-ชะตาเทวดาลิขิต

10 มี.ค. 2552

แม้ว่าแผ่นดิน "อีสาน" มีสายน้ำหลักอย่างโขง ชี มูล เสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในถิ่นนี้ ทว่าเมื่อถึงหน้าแล้งของทุกปีปริมาณน้ำกลับเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า "แล้งซ้ำซาก" กระทั่งเคยเกิด "ศึกแย่งน้ำ" ระหว่างคนต้นน้ำกับคนปลายน้ำ ที่ ต.ล

ทว่าปีนี้ "ศึกแย่งน้ำ" คงไม่ไม่เกิดแน่ ...ใช่ว่าเพราะปัญหาได้รับการแก้ไข แต่เป็นเพราะปีนี้ไม่มีน้ำจะให้แย่งชิงกัน !!!
 ก้อน พงษ์ปลัด ชาวบ้านร่มเกล้า ต.ลุ่มลำชี เล่าว่า ปีที่ผ่านมาเกิดน้ำท่วมหนักสุดในรอบ 10 ปี ชาวบ้านทำการเกษตรไม่ได้ พอถึงฤดูทำนาปรัง ต่างก็ลงปลูกข้าวมากขึ้นรวมกว่า 1 หมื่นไร่ เพื่อทดแทนกับความสูญเสียในการทำนาปี ทำให้น้ำคลองและน้ำชีถูกสูบจนแห้งขอด ผลลัพธ์คือ วันนี้ชาวนากำลังจะตาย
 "อีกไม่เกิน 1 เดือน ข้าวต้องขาดน้ำ และยืนต้นตายทั้งหมดแน่ คงต้องรอโชคชะตาว่าจะมีฝนตกลงมาหรือไม่ ถ้าหากไม่มีฝนเทียมเข้ามาช่วยในอีก 1 เดือนนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะหาน้ำมาจากไหนได้แล้ว" ก้อนสะท้อนชะตากรรม
 ไม่ต่างกับ ทอม ลีดี ชาวนาในตำบลเดียวกัน ที่กังวลว่าข้าวซึ่งปลูกไว้ 15 ไร่กำลังจะแห้งตาย เพราะน้ำชีแห้งขอด แม้แต่คนต้นน้ำก็ไม่มีให้ใช้
 "เรื่องเปิดศึกแย่งน้ำในปีนี้คงไม่มีให้เห็นกันอีกแล้ว เพราะตอนนี้ไม่มีน้ำเหลือให้แย่งสูบเข้ากันแล้ว จะเหลือเพียงน้ำที่ยังพอมีเหลือขอดตามช่วงแต่ละหมู่บ้านของตัวเองเท่านั้นที่คาดว่าจะสูบเข้านาได้อีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็หมดแล้ว ต่อไปอีก 1 เดือนนี้ ถ้าไม่มีฝนตกลงมาข้าวที่ปลูกไว้คงเสียหายทั้งหมด" ทอมกล่าวด้วยแววตาเศร้าหมอง
 ด้านความช่วยเหลือของราชการ นายกาศ กระจ่างวงศ์  รองนายก อบต.ลุ่มลำชี บอกว่า อบต.ได้แต่เพียงช่วยค่าน้ำมันฟรีให้เกษตรในการเร่งสูบน้ำขึ้นมาช่วยเลี้ยงต้นข้าวในนา ขณะนี้เหลือน้ำจุดที่เกษตรเร่งสูบน้ำเข้านาเพียง 3 จุด คือที่หมู่บ้านไร่ บ้านร่มเกล้า และบ้านวังปลาฝา
 ลำน้ำชีที่มีต้นกำเนิดอยู่ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ไหลไปรวมกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อเกิดวิกฤติจึงไม่เพียงส่งผลกระทบกับจ.ชัยภูมิ เท่านั้น ชีวิตคนอีสานมากถึง 14 จังหวัด เกือบ 1 หมื่นหมู่บ้านที่เกี่ยวพันกับแม่น้ำสายนี้จึงได้รับผลกระทบไปด้วย
 ไม่ต้องบรรยายถึงหมู่บ้านที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่านอย่างที่บ้านหนองโก หมู่ 6 ต.ขามป้อม อ.เปือยน้อย จ.ขอนแก่น ขึ้นชื่อว่า เป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดในเมืองหมอแคน
 หมู่บ้านแห่งนี้มีแหล่งน้ำสาธารณะเพียง 2 แห่ง คือ ฝายคึกฤทธิ์ และหนองผือบัง โดยฝายคึกฤทธิ์มีเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 บ่อ ซึ่งใช้ประโยชน์ในการอุปโภคภายในศูนย์เด็กเล็กบ้านหนองโก ต.ขามป้อม เป็นบางครั้งคราวในกรณีที่น้ำบาดาลไม่ไหล ปัจจุบันระดับน้ำวัดจากพื้นดินไม่ถึง 60 ซม. คาดว่าในเดือนเมษายนหากฝนไม่ตกน้ำคงจะแห้งขอด
 ส่วนหนองผือบัง ที่แม้ว่าระดับน้ำมากกว่าฝายคึกฤทธิ์ แต่ก็ดูเหมือนว่าชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากนัก เพราะหนองแห่งนี้อยู่กับที่นาของชาวบ้าน ซึ่งมีการฉีดยาฆ่าหญ้าและยาปราบศัตรูพืช ทำให้ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ชาวบ้านไม่นิยมนำไปอาบ เพราะเกิดผื่นคัน จะใช้ประโยชน์ก็เพียงเป็นแหล่งน้ำของวัวควายเท่านั้น
 "ชาวบ้านหนองโก เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านอาภัพ เพราะไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ไหลผ่าน ทำการเกษตรทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ไม่ได้ ผัก 5 บาท 10 บาทก็ต้องซื้อ ปลูกเองไม่ได้ ขณะที่บ้านหินฮาว ต.ขามป้อม ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหนองโกเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น แต่กลับมีลำห้วยลำพังชูไหลผ่าน ทำการเกษตรหาเลี้ยงตัวเองได้" คำพู ระเวดี ผู้ใหญ่บ้านหนองโก หมู่ 6 บอก
 ด้าน เพชรา สีสังข์ เกษตรกรบ้านหนองโก เล่าว่า ปีนี้ควักเงินลงทุนปลูกมันสำปะหลังประมาณ 1.2 หมื่นบาท บนเนื้อที่ 13 ไร่ แต่ขณะนี้แปลงปลูกมันสำปะหลังไม่น้อยกว่า 3 ไร่ เสียหายสิ้นเชิง เนื่องจากแห้งแล้งมาก ซ้ำร้าย... หญ้าก็แห้งตาย เพราะไม่มีฝนตกมา วัว 6 ตัวต้องกินฟางข้าวแทน ซึ่งคาดว่าในเดือนเมษายนนี้ คงจะหมดแน่ ขณะที่บ่อน้ำก็เริ่มเหือดแห้ง คาดว่าอีกครึ่งเดือนคงจะแห้งขอด
 ล่าสุด ชาวบ้านได้ลงประชามติให้นำเงินเอสเอ็มแอล จำนวน 2.5 แสนบาท มาขุดเจาะบ่อบาดาล สำหรับให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีน้ำใช้ อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ชาวบ้านมีแหล่งน้ำสำหรับรดพืชผักสวนครัว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน
 ส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ สมพล อินทนา เกษตรกร ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เล่าว่า ฝนทิ้งช่วงมากว่า 3 เดือน ทำให้ต้นไม้ พืชสวน และต้นหญ้า เริ่มเฉาตาย แม้แต่น้ำในคลองสายหลักยังแห้งขอดครั้งแรกในรอบ 30 ปี
 "วันนี้ต้องสูบน้ำจากบ่อน้ำมารดพืชผัก ทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 500 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซ้ำร้ายหญ้าสดและหญ้าแห้งสำหรับเลี้ยงสัตว์เริ่มขาดแคลนด้วย" สมพล กล่าว
 ขณะที่ นางวันดี จุลาการ เกษตรกร ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง กล่าวถึงความเดือดร้อนว่า ปีนี้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้งหนักกว่าทุกปี น้ำใช้ซักล้างก็ยังขาดแคลน แม้ว่าทางราชการได้นำน้ำมาแจกจ่ายให้บ้างแต่ไม่เพียงพอ ส่วนชาวบ้านก็ไม่มีภาชนะรองรับไว้ใช้หลายวัน
 น่าวิตกอย่างยิ่งว่า เพียงช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นของฤดูแล้ง ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า ภัยแล้งปีนี้อาจจะรุนแรงและยาวนานกว่าที่ผ่านมา