
อังกฤษแบนแต่ทหารไทยยังมั่นใจ"จีที 200"
เครื่องตรวจวัตถุระเบิดรุ่น "จีที 200" ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวัตถุระเบิดหลักของเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกตั้งคำถามดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าวระดับโลกอย่าง "บีบีซี" ของอังกฤษ ตีแผ่ความไม่ชอบมาพากลของเครื่องตรวจระเบิดในตระกูลเดียวกัน
สอดคล้องกับข้อกังขาของคนไทย ที่จีที 200 "พลาด" อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ เหตุระเบิดหน้าโรงแรมเมอลิน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 และเหตุระเบิดที่ตลาดสดรถไฟ อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2552 ทำให้มีคนเจ็บหลายสิบคน
บีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษมีคำสั่งห้ามส่งออกและจำหน่ายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดแบบมือถือ รุ่น เอดีอี-651 ไปยัง "อิรัก" และ "อัฟกานิสถาน" ภายหลังตำรวจนำกำลังเข้าจับกุมตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าว
สาเหตุสำคัญ คือ กำลังพลจากกองทัพอังกฤษยังคงปฏิบัติการอยู่ใน 2 ประเทศนี้ อังกฤษจึงไม่อยากให้เกิดความสูญเสียกำลังพลของตน
น่าสนใจว่า ก่อนการจับกุมของตำรวจ บีบีซีรายงานข่าวเชิงสืบสวนเพื่อจับพิรุธ เอดีอี-651 จนแน่ใจว่าไม่สามารถทำงานได้จริง
รายงานข่าวของบีบีซีระบุว่า เอดีอี-651 ถูกส่งไปจำหน่ายแพร่หลายในตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศไทย โดยรัฐบาลอิรักเคยทุ่มเงินสูงถึง 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,500 ล้านบาท)
สนนราคาของแต่ละเครื่องสูงถึง 4 หมื่นดอลลาร์ (ราว 1.2 ล้านบาท) และถูกนำไปใช้เกือบทุกจุดตรวจในกรุงแบกแดด แต่กลับมีเหตุระเบิดคร่าชีวิตคนเป็นเบือแทบจะรายวัน!!
อ.เจษฎา เด่นดวงบริพัฒน์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นนักวิชาการไทยกลุ่มแรกที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้ ชี้ว่า เอดีอี-651 มีหน้าตาคล้ายกับ เอดีอี-101 ซึ่งตำรวจไทยนำมาใช้ และมีหลักการเดียวกับจีที 200 ที่เจ้าหน้าที่หลายหน่วยของไทยใช้อยู่
โดยสรุปแล้วก็เป็นเครื่องในตระกูลเดียวกัน ซึ่งกระทรวงยุติธรรม และกองทัพสหรัฐ รวมทั้งรัฐบาลอังกฤษ ออกประกาศเตือนประเทศต่างๆ ให้เลิกใช้เครื่องที่มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้มานานแล้ว เพราะไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เชื่อถือไม่ได้
อ.เจษฎา ระบุว่า เดิมเครื่อง เอดีอี-651 ขายดีมากในอิรัก ทั้งที่อังกฤษ และสหรัฐ ก็เคยเตือนผู้นำอิรักมาแล้ว แต่ทางอิรักไม่เชื่อ และใช้มาตลอด กระทั่งเกิดเหตุระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีเสียงเรียกร้องให้พิสูจน์ประสิทธิภาพของเครื่องดังกล่าว และอังกฤษก็รับไปพิสูจน์
"ผลพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์พบว่า ภายในตัวเครื่องไม่มีอะไรเลย ส่วนการ์ดก็มีแถบแม่เหล็กบางๆ ที่ไม่ต่อวงจร และไม่สามารถตรวจจับอะไรได้เลย แต่จีที 200 แย่กว่านั้น เพราะตัวการ์ดเป็นเพียงกระดาษเคลือบมันเท่านั้น"
จึงเรียกร้องให้กองทัพเปิดโอกาสให้หน่วยงานกลาง เช่น สวทช. ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาร่วมตรวจสอบร่วมกับกองทัพ และนักวิชาการ เพื่อพิสูจน์ให้รู้ชัดว่า จีที 200 ใช้ได้จริงหรือไม่
โดยยืนยันว่า ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำลายชื่อเสียงกองทัพ แต่ไม่อยากให้เกิดความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ในภาคใต้ ที่ในกองทัพมีใช้งานกว่า 535 เครื่อง ไม่นับรวมเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 เครื่อง
ถ้าคิดหยาบๆ เครื่องละ 1 ล้านบาท กองทัพอาจต้องสูญเงินฟรีๆ นับพันล้านบาท!!!
ขณะที่แหล่งข่าวชุดเก็บกู้ระเบิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำงานกับจีที 200 มาตั้งแต่ปลายปี 2548 กลับมองต่างมุมโดยสิ้นเชิง เพราะจีที 200 เคย "ช่วยชีวิต" เขาและคนรอบข้างมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง
ครั้งแรก เหตุการณ์ยิงสังหารนักการเมืองท้องถิ่นที่บ้านปุโละปุโย อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อปี 2550 ซึ่งคนร้ายซุกระเบิดไว้ใต้ศพ แต่จีที 200 ชี้ไปที่ศพ จึงตะโกนให้ตำรวจและนักข่าวที่รุมล้อมศพอยู่รีบวิ่งหนี ก่อนที่คนร้ายจะกดระเบิด ทำให้รอดตายกันหวุดหวิด
ครั้งที่ 2 เหตุการณ์คนร้ายฝังระเบิดไว้หน้าโรงเรียนในตัวเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2551 ซึ่งคนร้ายซุกระเบิดไว้ในห่อผ้า เมื่อคนไปเปิดห่อผ้าระเบิดก็จะทำงาน แต่โชคดีที่จีที 200 ตรวจเจอก่อน ทำให้เขาและเด็กนักเรียนรอดตายอีกครั้ง
เขาจึงเชื่อมั่นในจีที 200 เกิน 100% ส่วนข้อกล่าวหาว่าใช้งานไม่ได้จริงนั้น อาจมาจาก "คู่แข่งทางการค้า" ของจีที 200 มากกว่า
"ผมว่ามันแน่นอนกว่าสุนัขดมกลิ่นเสียอีก เพราะสุนัขต้องได้กลิ่นและดมใกล้ๆ ถึงจะรู้ว่าเป็นระเบิด แต่จีที 200 สามารถตรวจเจอได้ไกลเป็น 100 เมตร ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อเจ้าหน้าที่ และผู้บริสุทธิ์มาตลอด" แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวอย่างเชื่อมั่น
เป็นมุมมองที่ต่างกัน "สุดขั้ว" ซึ่งกองทัพน่าจะเปิดโอกาสพิสูจน์ให้รู้ชัดไปเลยว่า ตกลงว่าจีที 200 คือผู้พิทักษ์ หรือนักลวงโลก!?
ที่ผ่านมาการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 จัดซื้อผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยมีบริษัทจากประเทศสิงคโปร์เป็นตัวแทนจำหน่ายให้แก่ประเทศไทย คือ บริษัท อิเล็คทรอนิก k9 สิงคโปร์ ไพรเวท ลิมิเต็ด จำกัด โดย บริษัทโกลบอล เทมิคอล ลิมิเต็ด จำกัด ประเทศอังกฤษ เป็นผู้ผลิต ได้ผลิตขายให้แก่ภูมิภาคที่กำลังพัฒนาอยู่หลายประเทศ ซึ่งการใช้งานในประเทศไทยถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี แม้จะได้ประมาณ 70-80% ก็ถือว่าได้
นอกจากนี้ การใช้งานทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 700-800 เครื่อง โดยจีที 200 กองทัพใช้มากที่สุด เนื่องจาก
1.การใช้เครื่อง จีที 200 มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน เพราะเมื่อก่อนผู้ก่อเหตุใช้วิธีการเผาหรือลอบยิง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ระเบิดแทน การใช้จีที 200 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
2.เครื่องมือชนิดนี้ใช้ตั้งแต่ปี 2548 โดยยี่ห้อที่ใช้งานคือ GT 200 และ Sniffex แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือ คือผู้ใช้งานต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมากองทัพได้ประเมินผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจในการทำงาน
3.ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงมี "จีที 200" ใช้อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด 4 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 535 เครื่อง ราคาเครื่องละ 9 แสนบาท แต่เครื่องที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรุ่นที่มีการ์ดตรวจสารต้องสงสัย 21 ใบ ราคาเพิ่มขึ้นเครื่องละ 1.4 ล้านบาท
ทีมข่าวความมั่นคง/นครินทร์ ชินวรโกมล



