
อวตาร
วันก่อนผมไปดูหนังเรื่องอวตารของเจมส์ คาเมรอน มาครับ ก็ต้องยอมรับในความเก่งกาจของผู้กำกับวัย 56 ปีผู้นี้ ที่ผ่านงานภาพยนตร์มาเกือบครบกระบวนการ ตั้งแต่การเป็นผู้กำกับศิลป์นักแสดง ผู้เขียนเรื่อง ผู้เขียนบทภาพยนตร์ จนถึงผู้กำกับภาพยนตร์
และมีส่วนร่วมในหนังดังๆ หลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่ Escape from New York, Rambo, Alien, Terminator ทั้ง 3 ภาค และที่โด่งดังสุดขีดคือTitanic ที่ทำให้ความรักของแจ็กกับโรสงอกงามอยู่ในใจของคนทั้งโลก
ในอวตาร คาเมรอนนำทักษะในการทำหนังประเภทไซไฟอวกาศ มาผสมผสานกับจินตนาการแบบแฟนตาซี สอดใส่ด้วยเนื้อหาเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งทั้งสามอย่างเป็นประเด็นที่อยู่ในกระแสความสนใจ และทำให้หนังมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่กับเทพนิยาย ผมเห็นด้วยกับนักวิจารณ์หลายคนที่กล่าวว่าอวตารไม่มีอะไรใหม่ แต่นับว่าเป็นความชาญฉลาดและช่ำชองของคาเมรอนในการนำเรื่องที่ไม่มีอะไรใหม่มาทำให้มีความน่าสนใจ เป็นงานตัดต่อพันธุกรรมหนังหลายๆ เรื่อง ที่คุ้นหูคุ้นตากันอยู่ให้เกิดใหม่ในรูปของการอวตาร เช่นเดียวกับตัวละครในเรื่อง
และความเจนจัดในการสร้างหนังของคาเมรอนก็ทำให้อวตารเกิดได้สมใจนึก
หากนำอวตารไปเปรียบเทียบกับหนังอังกฤษอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือนาเนีย จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้หนังสองเรื่องนั้นจะประสบผลสำเร็จ แต่ก็เป็นการหวนคืนไปหาความฝันในวัยเด็ก ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ พ่อมด แม่มด เวทมนต์ และสัตว์ประหลาด ขณะที่อวตารพาผู้ชมเดินทางไปในอนาคตที่มีจินตนาการของเทพนิยายซุกซ่อนอยู่ แต่ในดินแดนแห่งเทพนิยายนั้นก็แฝงไว้ด้วยปัญหาและเรื่องราวของชีวิตจริงในปัจจุบัน ทั้งการแสวงหาผลประโยชน์และกำไรในเชิงธุรกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรุกรานชนท้องถิ่นจากนายทุนภายนอก และการใช้ “กำปั้นเหล็ก” จัดการกับปัญหา เป็นต้น ดังนั้น อวตารจึงเป็นหนังค่อนข้างครอบจักรวาลที่เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ก็ดูดี
มีบางคนเดินออกจากโรงหลังจากที่ดูหนังจบ แล้วถามคนที่มาด้วยกัน ว่า “มันคิดได้ยังไง” ความจริงแล้วเรื่องความคิดนี่ ถ้าคนไทยคิดเยอะๆ ลงมือทำแยะๆ และศึกษาอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะคิดอะไรได้ไม่แพ้คนทำหนังเรื่องอวตารหรอกครับ เป็นแต่คนไทยเราไม่ค่อยจะชอบคิด ชอบทำ หรือชอบศึกษาอะไรที่มันมากมายหรือยุ่งยากซับซ้อน หนังไทยละครไทยก็เลยเป็นประเภท “ลงเรือน้อยลอยวน” อยู่อย่างนี้
ไอ้ไม่คิดไม่ทำไม่ศึกษายังไม่เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้ พี่ท่านเล่นลอกไอเดียคนอื่นเอาดื้อๆ ทั้งหนังฝรั่ง หนังฮ่องกง หรือหนังเกาหลี ใช่แต่คนทำหนังทำละครเท่านั้นนะครับ หน่วยงานราชการเราก็เป็นไปด้วยเหมือนกัน วันนี้ดูข่าวทีเอ็นเอ็นบอกว่าหน่วยงานหน่วยหนึ่งของไทยเกิดปิ๊งไอเดียของญี่ปุ่นเรื่องการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ทำจากสมุนไพรในลักษณะของศูนย์กลางความงาม ก็เลยจะส่งคนไปศึกษาวิธีการเพื่อนำมาทำตามอย่าง แถมด้วยข่าวที่ประเทศไทยดำริจะขอรับเป็นเจ้าภาพจัดงานเอ็กซ์โปแบบที่ประเทศจีนจัดที่เซี่ยงไฮ้บ้าง ก็เลยจะขอความช่วยเหลือจากจีนเพื่อมาเป็นที่ปรึกษาจัดงานเอ็กซ์โปในเมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้า
ไหนๆ เราก็คิดอะไรเองไม่ค่อยจะออกอยู่แล้ว รัฐบาลน่าจะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่สักหน่วยเพื่อทำหน้าที่ด้านนี้โดยเฉพาะ ถ้ายังหาชื่อไม่ได้เพราะไม่มีประเทศไหนเคยตั้งให้ไปเลียนแบบมาใช้ ก็อาจใช้ชื่อว่า “สำนักงานเลียนแบบเขาและเอาอย่างเพื่อนแห่งชาติ” ก็น่าจะได้ครับ



