ข่าว

“ภาวะเหยื่อ”ในโลกของตำรวจ

“ภาวะเหยื่อ”ในโลกของตำรวจ

27 ม.ค. 2553

“การเมืองรังแกไม่เท่าไหร่หรอก แต่นี่นายของเราเองก็ยังไม่คิดจะช่วยกัน” คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในยุคปัจจุบันกลายเป็นกรณีที่วงการตำรวจไทยจะต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์พัฒนาการขององค์กร องค์กรต่างๆ มีพัฒนาการเฉกเช่นเดียวกันกับมนุษย์เริ่มต้นจากแรกเกิด

 โตเต็มวัยหมายถึงช่วงที่องค์กรมีความเข้มแข็ง มีความพร้อมที่จะเผชิญต่อปัญหาอุปสรรคต่างๆ หากไม่มีการทบทวนปรับเปลี่ยนองค์กรให้ทันสมัยก็จะก้าวสู่ภาวะชราเป็นองค์กรที่ล้าสมัย อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพและเหี่ยวเฉาตายไปในที่สุด อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมขององค์กรมีผลต่อภาวะการเติบโตหรือล่มสลายด้วย

 องค์กรตำรวจกลายเป็น “เป้า” หรือ “พื้นที่” ที่ถูกแย่งชิงเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเสริมและรักษาฐานอำนาจทางการเมือง ภารกิจใหญ่ในการจัดวางตัวข้าราชการตำรวจจึงมิได้อยู่ที่การสรรหา คัดเลือกนายตำรวจไปทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ หากแต่มีเหตุผลเพียงการส่งเสริมสนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงภาวะหลงในอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มตน

 สำหรับนักวิจัยอย่างดิฉันนั้น กลุ่มคนที่กระทำผิดกฎหมายและตำรวจในยุคปัจจุบันต่างตกอยู่ในภาวะ “เหยื่อ” การหักเหลี่ยมแลกคมระหว่างตำรวจกับผู้กระทำผิดที่แสดงตัวอย่างโจ่งแจ้งคือ ภาวะ “เหยื่อต่อสู้กับเหยื่อ” โดยมีนักการเมืองและนักธุรกิจเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริม เชียร์การต่อสู้นั้น และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ อำนาจ และบารมี ไม่ว่าฝ่ายตำรวจหรือฝ่ายผู้กระทำผิดจะชนะหรือแพ้

 “รับรองไม่มีสิทธิได้เป็นสารวัตร” ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในอำนาจที่ตนเองมี ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่ตำรวจ ความไม่พอใจเกิดขึ้นจากลูกชายถูกตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดเข้าจับกุม ชายหนุ่มหายตัวไปข้ามคืนและกลับถึงบ้านด้วยสภาพใบหน้าที่บอบช้ำ ในวงการต่างรู้กันดีว่า ชายหนุ่มพัฒนาจากภาวะผู้เสพกลายเป็นผู้จำหน่ายระดับข้ามจังหวัด ถึงแม้ว่าเครือข่ายซึ่งเป็นพวกเดียวกันจะถูกจับกุม และรุนแรงถึงขั้น ”ถูกวิสามัญฯ” หากแต่ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มเดินออกจากวิถีแห่งการกระทำในสิ่งที่ละเมิดกฎหมาย “มันบิดตำรวจ” เพื่อนของเขาให้เหตุผลอันเป็นที่มาในการถูกจับกุมปราบปราม ในขณะที่ผู้เป็นพ่ออ้างว่า การแพร่ระบาดของยาเสพติดที่ดำรงอยู่ในชุมชนแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยของเหล่าบรรดานายตำรวจ ดิฉันฟังอย่างตั้งใจเมื่อพ่อพูดถึงกลุ่มบุคคลผู้สนับสนุนในการต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดของกลุ่มตำรวจชุดนี้ โดยย้ำว่า “เขาเต็มที่และมีเพาเวอร์” ผู้ส่งเสริมสนับสนุนคือกลุ่มบุคคลที่คนโดยทั่วไปทั้งกลุ่มราชการและประชาชน ต่างรู้กันดีว่าเกี่ยวพันกับวงการยาเสพติดและการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งในเรื่องการพนัน หวย สถานบันเทิง และธุรกิจผิดกฎหมาย

 “ยุคนี้เป็นยุคที่ตำรวจไทยอ่อนแอ พิการและสูญเสียอิสรภาพในการทำงาน” นายตำรวจใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงอึดอัด การทำงานที่อยู่ท่ามกลางความกดดันของอำนาจ ผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำในสิ่งที่ละเมิดกฎหมายนั้น ส่งผลให้เหล่าบรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทยต้องอยู่ในภาวะอดทน ทนทาน และจำเป็นต้องหาผู้สนับสนุนช่วยเหลือ เป็นไปไม่ได้เลยที่ตำรวจยุคนี้จะอยู่ได้โดยไม่มี แบ็ก แต่ใครจะช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุนตำรวจไทยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ในเมื่อโลกของตำรวจเป็นโลกของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ นายตำรวจใหญ่ส่งท้ายด้วยคำพูดประชดประชันเสียดสีว่า “ตำรวจไทยต้องอย่างหนา แข็ง และทนทานทุกสภาวะ...เหมือนไม่ใช่คน?”

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข