ข่าว

มาร์คชี้ปฏิรูปการเมืองมีความหมายกว่าแก้รธน.

มาร์คชี้ปฏิรูปการเมืองมีความหมายกว่าแก้รธน.

25 ม.ค. 2553

"อภิสิทธิ์" ระบุ ภาระ รัฐบาลนี้ไม่ใช่แค่ประคับประคองสถานการณ์ แต่ได้วางรากฐานให้สังคม ชี้ ปฏิรูปการเมืองมีความหมายกว้างและยิ่งใหญ่กว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย้ำ ไทยลองระบบเลือกตั้งหมดแล้ว แต่คนไม่ดีก็ยังสามารถหาช่องโหว่ได้ตลอด เพราะปฏิรูปพฤติกรรมนักการเมือง

 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อเวลา 13.00น.วันที่ 25ม.ค.   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อร่วมงานสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยรังสิตครบ25ปี โดยนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย”ว่า หัวข้อการสัมมนาในวันนี้ท้าทายมาก ตนเชื่อว่าจะจุดประกายความคิดและผลักดันให้บ้านเมืองพ้นวิกฤตและพร้อมเผชิญความท้าทายต่างๆ ความจำเป็นในการปฏิรูปกับปัญหาที่เผชิญอยู่นั้น หลายปีที่ผ่านมาคนไทยจำนวนมากกังวลกับสภาพอนาคตของประเทศ แนวทางที่รัฐบาลประกาศนโยบายและดำเนินการนั้น ยืนยันว่าศักยภาพของประเทศและคนไทยมีมาก เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงด้านอาหาร แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่เราได้รับทราบความต้องการของประเทศต่างๆที่ร่ำรวยที่กังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร และหวังว่าไทยจะผลิตอาหารและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย

 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปีที่แล้วเราเห็นความเข้มแข็งของพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแม้จะมีปัญหารุมเร้ามากมายทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัญหาการเมืองภายใน เราได้ผ่านจุดต่ำสุดนั้นได้ดี รูปธรรมที่ชัดคือ ตัวเลขภาพรวมด้านการว่างงาน วันนี้ความต้องการของโลกที่ต้องการสินค้าและบริหารของไทยนั้น ตัวเลขที่เคยหดตัวเมื่อครึ่งปีที่เล้วของการส่งออกและการท่องเที่ยวก็กลับมาขยายตัว การส่งออกจะโตในปีนี้ร้อยละ14 ส่วนGDP ในปีนี้จะเติบโตขั้นต่ำร้อยละ3.5 เพราะโลกมองเห็นเสน่ห์และจุดแข็งของไทย แต่น่าสียดายที่ไทยยังประเทศที่ประสบปัญหาด้านขาดระบบการจัดการ ด้านเศรษฐกิจ ด้านความสมดุลทางการพัฒนาด้านต่างๆ ตนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต้องปฏิรูป

 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า วิกฤตการเมืองที่มีผลพวงตั้งเต่การลุแก่อำนาจและทุจริตในช่วง10ปีก่อนหน้านี้ จนถึงการรัฐประหาร รวมทั้งยังเกิดปัญหาความขัดแย้งที่รุนแรงและนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองที่จะสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนนั้น สภาพเสื่อมหลายด้านในสังคมเข้าขั้นวิกฤต แม้วันนี้ไทยติดอันดับเด็กหญิงที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรที่มีตัวเลขสูงมากในโลก ขอยืนยันว่าแม้รัฐบาลนี้จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤตและปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน ภาระหน้าที่ของรัฐบาลนี้ไม่เพียงแค่ประคับประคองสถานการณ์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่รัฐบาลนี้ยังวางรากฐานให้สังคมในระดับกลางและระยะยาวของประโยชน์ของคนไทยในอนาคต วันนี้โลกเดินหน้าด้านไอที ประเทศต่างๆมุ่งเข้าแข่งขันด้านเศรษฐกิจและสังคม ใครที่หยุดอยู่กับที่จะตามไม่ทัน ใครที่สร้างความถดถอยให้ตัวเองจะเสียโอกาสและขาดความสามารถการจัดการกับปัญหาในอนาคต

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลยืนยันว่าทุกมาตรการและนโยบายนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงระบบที่ดีขึ้น การปฏิรูปที่สำคัญคือเศรษฐกิจ ตนยืนยันความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยที่พลิกฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่ปัญหาที่จำเป็นต้องปฏิรูปนั้นมีมาก ภาคการเกษตรที่ ภูมิใจว่า ประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร แต่ข้อเท็จจริงคือประสิทธิภาพทางการผลิตยังต่ำ หากปฏิรูประบบภาคการเกษตรได้หมดนั้น ตนมั่นใจว่าโอกาส, ผลผลิต, รายได้จากภาคการเกษตรนี้จะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าหนึ่งเท่าตัว เหตุผลนี้รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายหลายด้านที่ไม่ได้แก้ฉพาะหน้า แต่วางรากฐานด้านการเกษตรด้วย สิ่งที่เริ่มต้นในปีที่แล้วและครอบคลุมทุกด้าน ตั้งเเต่ที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ รวมทั้งสิ่งใหม่ที่รัฐบาลจะดำเนินการในปีนี้คิอโฉนดชุมชนที่เป็นหลักประกันว่า ที่ดินจะไม่ตกไปอยู่ในมือนายทุนและไม่นำไปสู่การบุกรุกที่ดิน รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องภาษีทรัพย์สินและภาษีที่ดิน เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาตั้งกองทุนที่ดินเพื่อช่วยเหลือคนยากจนต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ด้านแหล่งน้ำที่เป็นหัวใจของไทยเข้มแข็ง จะมีการลงทุนด้านนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการผลิตและส่งออกข้าว แต่ความจริงนั้นเรามีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุดหากเทียบกับประเทศอื่นๆที่ส่งออกข่าว ฉะนั้นแหล่งน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และประสิทธิภาพการผลิต นั้นตรงนี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะแก้ไขปัญหาในข้างต้นได้ ส่วนการจัดการหนี้สินนอกระบบที่มีการขึ้นทะเบียนไว้แล้วโดยนำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ใช้ระบบประกันรายได้ที่ทำเกษตรกรได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นห้าเท่า และระบบนี้ไม่ได้ทำลายกลไกตลาดที่เคยตายไปกับระบบรับจำนำสินค้าเกษตรแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราเสียเงินจำนวนมาก เนื่องจากระบบรับจำนำสินค้าเกษตรนั้นเราให้เงินเกษตรกรเพียงแค่1ใน4 แต่ที่ส่วนเหลือไปตกอยู่ในมือของคนอื่นๆ อีกทั้งรัฐบาลจะดำเนินการจัดตั้งระบประกันภัยพืชผลขึ้นมาเพื่อที่เกษตรกรจะได้ไม่ประสบปัญหาจากน้ำท่วม,ภัยแล้งและโรคระบาด

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อปรับโครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจเช่นนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินโครงการเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพราะประเทศไทยนั้นมีภูมิปัญญา และทุนทางสังคม ที่สามารถเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรฐกิจจากผลิตภัณฑ์และบริการได้ โดยไม่เป็นภาระกับการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย ส่วนการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยในปีนี้จะเร่งผลักดันรถไฟรางคู่และรถไฟความเร็วสูงเพื่อนำประเทศรองรับเศรษฐกิจในวันข้างหน้า

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนระบบสวัสดิการสังคมที่หลายคนขาดไปนั้น เราเริ่มจากการขยายเบี้ยยังชีพที่ครอบคลุมกับประชาชนทุกคน รวมทั้งเดินหน้าระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ยอมรับว่าโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนเละไม่เก็บรายได้นั้นยังไม่เพียงพอกับการสร้างหลักประกันของประชาชน และมีข้อจำกัดในการขยายโครงการหากคำนึงถึงฐานะการเงินการคลังของประเทศ เพราะโลกวันนี้แข่งขันสูงเเละไม่เอื้อหากรัฐบาลจะเก็บภาษีสูงขึ้น แต่รัฐบาลจะต่อยอดระบบออม เช่น ส่งเสริมกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในระบบสวัสดิการชุมชน และปีนี้รัฐบาลจะตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติเพื่อเป็นบำนาญของประชาชนคือคนไทยที่ไม่ใช่ข้าราชการและไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมนั้นก็จะมีเงินใช้เป็นครั้งแรก โครงสร้างนี้เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่ทำเพื่อคนไทยเป็นครั้งแรก ตนวางเป้าว่าในปี2560 ระบบสวัสดิการถ้วนหน้าต้องเกิดขึ้น และสามเดือนข้างหน้าจะมีตัวเลขออกมาว่าในโครงการนี้แต่ละฝ่ายต้องใช้เงินเท่าใด

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนการปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มต้นมากว่าสิบปีนั้น บางเรื่องถือว่าเดินหน้า แต่เรื่องคุณภาพการศึกษานั้นยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องเพราะไม่บรรลุเป้าหมาย โดยการปฏิรูปการศึกษาทศววรรษที่สองเริ่มแล้วและต้องเสร็จสิ้นในปี2559 ส่วนปัญหาสังคมนั้นต้องดำเนินการด้านอื่นๆด้วย และรัฐบาลต้องผลักดันนโยบายใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย โดยต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชน และเรื่องหวยออนไลน์นั้นรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดว่าไม่สนับสนุนพื้นที่เหล่านี้ให้เยาวชน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาการเมืองและความแตกแยกในสังคม ขอเรียนว่า การปฏิรูปด้านนี้สำคัญมากและตนใช้คำว่าการเมืองล้มเหลวเป็นต้น สาเหตุสำคัญของหลายวิกฤตที่ต้องผลักดันการปฏิรูป ตนขอเน้นเรื่องการเมือง ดังนี้ ประเทศไทยมีประสบการณ์และบทเรียนหลายครั้งว่า การปฏิรูปมีความหมายกว้างและยิ่งใหญ่กว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยลองมาหมดแล้วในเรื่องระบบเลือกตั้งของ ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งองค์กรอิสระที่มีอำนาจมากเเละไม่มีอำนาจก็ลองมาเเล้ว แต่สิ่งที่พบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ คนไม่ดีสามารถหาช่องโหว่ได้ตลอดไม่ว่าในระบบใด สิ่งที่ไม่สำเร็จคือปฏิรูปพฤติกรรมนักการเมือง

 “มันคือเหตุผลที่ผมได้ปรารภกับ ครม.ครั้งแรก คือ กฎเหล็ก9ข้อ มันคือสิ่งที่ผมจะผลักดันให้เป็นบรรทัดฐานคือ ส่วนแรกของกฎเหล็ก9ข้อคือ การเมืองที่เป็นวิถีประชาธิปไตยและมีวิญญาณประชาธิปไตย เรามีการเมืองระบบรัฐสภาแห่งเดียวในโลกที่อดีตนั้นหัวหน้ารัฐบาลแทบไม่เคยคิดไปตอบกระทู้ในรัฐสภา ผมจึงบอกว่า ครม.ต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบในสภา สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงนั้นมันต้องบริหารจัดการได้ และต้องไม่มีข้ออ้างว่า ครม.ติดภารกิจ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลชุดแรกที่ถ่ายทอดสดในช่วงการตั้งกระทู้ถามสด เพื่อให้ระบบรัฐสภามีความหมายและทำงานได้จริง และผมยังเน้นน้ำหนักในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำงานและยอมรับการตรวจสอบขององค์กรอิสระ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่สองของกฎเหล็ก9ข้อคือ การปฏิบัติตนของ ครม.ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลจะสร้างศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองได้คือต้องคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนและเข้าใจว่าความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น แม้บ้างครั้งรัฐมนตรีอาจมั่นใจเต็มร้อยว่าไม่ได้ทำผิด แต่ผลกระทบจากโครงการนั้นๆรวมทั้งความเห็นด้วย กรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุขนั้น เป็นตัวอย่างหนึ่ง เพราะผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า นายวิทยาไม่ผิดตามทางกฎหมาย แต่นายวิทยาบอกว่า ขอแสดงควรรับผิดชอบต่อความรู้สึกของประชาชนและเคารพต่อคณะกรรมการสอบสวนฯที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้น

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่สามของกฎเหล็ก9ข้อคือ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่เน้นความเร็ว เอกภาพ และมองเป้าหมายในภาพรวมก่อนเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ตนทราบดีเพราะนักการเมืองคนหนึ่งบอกว่ากฎเหล็กไม่ใช่กฎหมาย แต่ตนบอกกับสังคมว่าสังคมไทยต้องมีกฎที่ไม่ใช่กฎหมายมาใช้ได้ การเมืองจึงจะปฏิรูปได้อย่างแท้จริง หลายประเทศที่ประชาธิปไตยพัฒนานั้น กฎหมายที่บังคับใช้กับนักการเมืองนั้นหย่อนกว่าประเทศไทยมาก เช่น กฎหมายปปช.ที่ระบุว่าห้ามนักการเมืองรับของขวัญที่มีมูลค่าเกิน 3000บาท แต่ด้วยการแสดงความรับผิดชอบที่สูงกว่าปรากฏไว้ในกฎหมาย มันคือสิ่งที่ทำให้การเมืองของหลายประเทศพัฒนาและได้รับการยอมรับ รวมทั้งสร้างศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองได้ ตรงนี้คือความมุ่งมั่นที่ต้องเปลี่ยนแปลงโดยที่ไม่ใช่เพียงกฎระเบียบที่เป็นตัวหนังสือและต้องบังคับใช้กับพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ตนหวังจะเห็นสื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชนตั้งกฎเหล็กสำหรับตัวเองบ้า ง เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ประเทศและการเมืองเดินหน้าและปฏิรูป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สุดท้ายนี้ตนคิดว่าหลายคนคิดถึงปัญหาการเมืองเเละสังคม คือ ความไม่สมานฉันท์ปรองดอง ขอเรียนว่ามุมมองและจุดยืนของตนและรัฐบาลชัดเจน คือ ไม่มีใครชอบความแตกแยก ตนอยู่กับความเป็นจริงว่า ความคิดทางการเมืองมันยากที่จะให้ทุกคนคิดเห็นตรงกัน และต้องเคารพความเห็นที่แตกต่างที่ต้องแสดงออกภายใต้ขอบเขตกฎหมายและไม่นำไปสู่ความรุนแรง หลายคนไม่พอใจและบอกว่ารัฐบาลอ่อนไปที่ไม่จัดการกับฝ่ายที่เห็นว่าเป็นการทำลายชาติ ขอเรียนว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเท่าที่กฎหมายมอบให้ โดยไม่คิดที่จะใช้วิธีนอกเหนือกฎหมายหรือใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมายไปจัดการกับฝ่ายนั้น และรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ลุแก่อำนาจในการผลักดันสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างไม่มีขอบเขต ฉะนั้นความคิดเห็นที่แตกต่างทางความคิดมันยังคงมีอยู่ ตนไม่ได้หวังว่าสังคมต้องมีความเห็นตรงกัน หากสังคมมีความเห็นตรงกันนั้นไม่ต้องมีระบอบประชาธิปไตยก็ได้ แต่ความจำเป็นที่ต้องมีระบอบประชาธิปไตยนั้นเพราะสังคมมีความเห็นที่แตกต่างกัน และต้องมีกติกาว่าความเห็นที่ไม่เหมือนกันนั้นต้องมีข้อยุติและต้องมีระบบวางไว้ ส่วนความเห็นที่แตกต่างในเรื่องการบริหารประเทศนั้น ต้องแก้ในการเลือกตั้งและเสียงข้างมากในสภา ส่วนความขัดแย้งที่นำไปสู่ความถูกผิดต้องแก้โดยกระบวนการยุติธรรม

 “หากไม่นำสองเรื่องมาปะปนกัน เราจะผ่านวิกฤตไปได้ แต่หากจะหวังนำการประหัตประหารและผิดกฎหมายมาแก้ปัญหาการเมือง และนำเสียงข้างมากทางการเมืองอยู่เหนือกฎหมาย วิกฤตไม่มีทางจบสิ้น ดังนั้นความชัดเจน คือ รัฐบาลต้องการเห็นความสมานฉันท์ แต่รัฐบาลจะไม่อะไรเพียงเพื่อทำให้ความขัดแย้งยุติโดยทำลายระบบและความถูกต้องรวมทั้งอนาคตของประเทศ มันเป็นเรื่องง่ายหากรัฐบาลจะยินยอมทำตามข้อเรียกร้องแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่รัฐบาลเชื่อว่าทำแบบนั้นจะเชื้อเชิญความมาสงบและรุนแรงกว่านี้เข้ามา โดยสังคมปราศจากหลักการที่จะอยู่และธำรงไว้ของสถาบันหลักของชาติและระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง และผมยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจปฏิรูปทุกด้านเละขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วม หากกระทำโดยลำพังคงไม่สำเร็จแต่ต้องอาศัยความร่วมมือและเสียงสะท้อนในการปรับปรุงต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

"ชวรัตน์"ลุ้นปชป. เครียร์ปมแก้ รธน.

 นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า คงต้องรอผลสรุปในที่ประชุมพรรคประธิปัตย์(ปชป.)ในวันที่ 26 ม.ค. ว่าจะมีจุดยืนแนวทางเรื่องนี้อย่างไร แต่เชื่อว่าหลังการประชุมของพรรค ปชป. คงจะมีข่าวดี แต่หากที่ประชุมพรรค ปชป.มีมติไม่แก้รัฐธรรมนูญ พรรคภท. ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักดูอีกครั้ง ว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือถอยออกเรื่องนี้ออกมา อย่างไรก็ตามยังมีความมั่นใจในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะพรรค ภท.มีจุดยืนอยู่แล้วที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ข้อ ในมาตรา 265 และมาตรา 266 แต่ต้องยอมตัดทิ้งไป เพราะจะทำให้เรื่องง่ายขึ้น โดยดำเนินการเพียง 2 ข้อ คือ เขตเดียวเบอร์เดียว และมาตร 190 ทั้งนี้

 เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าอาจมีการจับมือกับพรรคเพื่อไทย นายชวรัตน์กล่าวว่า ไม่มี และยืนยันว่ายังไม่มีความคิดว่าจะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะจุดยืนเดิมของพรรค ภท.คือ พรรคร่วมรัฐบาล ที่พรรค ปชป.เป็นแกนนำ

 เมื่อถามว่าเห็น สส. ในพรรค ภท.ออกมาระบุว่าพรรค ปชป.ควรคำนึงถึงจิตใจของพรรคร่วมด้วยในการแก้รัฐธรรมนูญ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ก็ต้องพึ่งกันและกัน ถ้า ปชป.ยังยืนยัน ก็จะทำให้พรรคร่วมเดินลำบาก

 เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ระบุในการสัมมนาพรรค ปชป.ว่า พรรคยืนยันจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่หากมีการแก้ไขจริง อาจต้องมีการยุบสภา นายชวรัตน์ กล่าวว่า นายสุเทพ ก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ว่าจะไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็ไม่น่ามี ปัญหาอะไร

ชุมพลแถลง5พรรคร่วมฯเดินหน้ายื่นญัตติแก้รธน.สัปดาห์หน้า

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ 12.00 น.ที่โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม ได้ร่วมกันหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่วมกันรับประทานอาหารเที่ยง นำโดย นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายวราวุธ ศิลปอาชา กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา

 สำหรับรายการอาหาร ได้แก่ ครีมสลัดเงาะทองคำ หูฉลามจักรพรรดิน้ำใส ผักหางหงส์ราดกังป๋วย ปลาเก๋านึ่งพริกฮ่องกง ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าฮ่องกง และแปะก๊วยร้อนในลูกแก้วมังกร

 อย่างไรก็ตามภายหลังจากหารือประมาณ 45 นาที นายชุมพลได้ร่วมกันแถลงข่าวกับนพ.วรรณรัตน์และนายสุวิทย์ ยืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 190 เกี่ยวกับสนธิสัญญา และมาตรา 93และ94 เกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง

 โดยนายชุมพล แถลงว่า ที่ประชุมได้หารือถึงจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราเคยประกาศที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง รวมทั้งในขณะที่จัดตั้งรัฐบาลเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ระยะเวลาได้ล่วงเลยมานานแล้ว สภาชุดนี้เหลือเวลาอีก 1 ปีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เพื่อแก้วิกฤติทาง การเมือง โดยเราตกลงที่จะร่วมกันแก้ไขใน 2 ประเด็น คือ มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำสัญญาระหว่างประเทศ และมาตรา 93,94 เกี่ยวกับที่มาของการเลือกตั้งส.ส.ที่ต้องการแก้ให้เป็นแบบเขตเดียวคนเดียว โดยจะรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอต่อประธานสภาในสัปดาห์หน้า

 นายชุมพล กล่าวว่า การดำเนินการใน 3 พรรควันนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่สังคม และกลุ่มการเมืองในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในตอนรับร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ทางกลุ่มพันธมิตรก็แสดงเจตนารมอย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆรวมทั้งมาตรา 93 และมาตา 94 ด้วย โดยแถลงการณ์ของพันธมิตรฯเมื่อวันที่ 15 ก.ค.2550 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ขึ้นแถลงการณ์ในนามของสมัชชาประชาชนเพื่อการปฎิรูปการเมือง (สปป.)หนุนรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่มีเงื่อนไขจะเร่งล่ารายชื่อทันที และยังได้แถลงการณ์ร่วมกับนายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา ถึงจุดยืนดังกล่าวด้วย นอกจากนี้นายพิภพยังได้ระบุอีกว่าเรื่องการพิจารณารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่าอยากให้ทุกฝ่ายมองไปข้างหน้า หากทำให้รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติจะทำให้ประเทศไทยได้เดินหน้าเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย หากสิ่งใดไม่ดี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสามารถทำการแก้ไขได้

 นายชุมพล กล่าวอีกว่า สปป.ยังได้มีมติอีกว่าจะรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อตามมาตรา 291 เพื่อผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การปฎิรูปการเมืองอย่างแท้จริง รวมทั้งทำเป็นข้อเสนอเพื่อเป็นสัญญาประชาคมจากทุกพรรคการเมือง ซึ่งเราก็รอการประสานงานมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากสปป.เราเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ใกล้เคียงก็ยังไม่ได้รับการประสานงานมา ทาง 5 การเมืองจึงได้ประกาศร่วมมือกันจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตรา อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ปล่อยเป็นหน้าที่ของรัฐสภา พวกเราสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดจึงได้รวมตัวกันนำญัตติเสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นดังกล่าว เป็นการนำปัญหาข้างนอกไปพูดจากันในสภา ส่วนการอภิปรายหรือลงมติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 “ขอเรียนย้ำว่าการนำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาล เป็นกติกาที่นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวสถานการณ์ปัจจุบันนี้ได้ทำสอดคล้องกับเจตนารมณ์ประชาชนและสังคม โดยเฉพาะสปป.ที่ได้ประกาศจุดยืนมาตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งประกาศมาว่าจะประสานมาแต่กลับไม่ดำเนินการ ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมที่เราจะดำเนินการโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของรัฐสภา ฝ่ายที่เสนอโดยประชาชนก็ยังไม่มี ครม.ก็ไม่รับ ส.ส.จึงได้ดำเนินการเอง”นายชุมพล กล่าว

 ด้าน นพ.วรรณรัตน์ กล่าว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นส.ส.ฝ่ายค้าน หรือรัฐบาล ขณะนี้เราเห็นสอดคล้องใน 2 ประเด็นที่ควรจะแก้ไข ซึ่งก็อยู่ใน 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

 ขณะที่นายสุวิทย์ กล่าวว่า ที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯส.ส.ของพรรคได้พิจารณาศึกษาให้มีการแก้ไขใน 6 ประเด็น โดยเห็นสอดคล้องกันว่าต้องแก้ไขเร่งด่วนคือ มาตรา 190เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถไปเจรจาต่อรองได้ ส่วนประเด็นการเลือกตั้งที่มีการถกเถียงกันการเลือกตั้งส.ส.พรรคกิจสังคมมองว่าการเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียวจะสามารถดูแลประชาชนได้อย่างใกล้ชิดทั่วถึงและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนหนึ่งคนเลือกได้ส.ส.2-3 คน จึงเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยที่เสมอภาคที่สุด

 เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์โยนให้กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะรอผลการประชุมพรรคหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ขั้นตอนขณะนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เป็นเรื่องของส.ส.ในสภา ดังนั้นเป็นขั้นตอนที่ส.ส.เสนอญัตติก็เสนอไป การสมทบทีหลังไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ว่าเป็นฝ่ายไหน หรือพรรคไหน เราจะลบความเป็นพรรคทิ้ง เป็นสมาชิกรัฐสภาเพียงอย่างเดียว แม้แต่ส.ว.ที่ต้องการเข้ามาร่วมลงชื่ออีกจำนวนมาก เราเกรงว่าตัวเลขที่นำเสนอจะบานปลายจึงขอยุติเพียงแค่นี้ ขอให้ไปร่วมมือกันในขั้นตอนในการอภิปรายและลงมติ

 ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการประชุมของพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาอย่างไรไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า ไม่ใช่เราท้าทาย แต่ขณะนี้องค์ประกอบทั้ง 5 พรรคเรียบร้อยแล้ว เราจะเดินหน้าต่อไป ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไปพูดกันในตอนอภิปรายและลงมติ แม้แต่จะเสนอรายชื่อสมทบก่อนไปยื่นก็ยงทำได้ เพราะเราเสนออาทิตย์หน้าไม่ใช่อาทิตย์นี้

 เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่เพราะไม่ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ นายชุมพล กล่าวว่า ขั้นตอนเป็นเพียงการเสนอญัตติ ไม่ใช่ขั้นตอนการลงมติ เพราะฉะนั้นการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยจึงไม่เกี่ยวกัน การประชุมนัดหารือทั้ง 3 ครั้งเป็นการย้ำจุดยืนในการเห็นร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปจะต้องดูร่าง หลักการและเหตุผล เพื่อนำเสนอให้กับ 5 พรรคร่วมอีกครั้งหนึ่ง

 เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่พันธมิตรฯจะออกมาคัดค้านหากเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชุมพล กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะได้อ่านหลักฐาน และเจตนารมณ์ของเสื้อเหลืองว่าเป็นอย่างไร ก็รออยู่ว่าเมื่อได้รายชื่อ 50,000 ก็จะประสานพวกเรามาบอกล่วงหน้ากับพวกเรามาแล้ว 2 ปี ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ได้ เราก็ทำตามเงื่อนไขที่พันธมิตรพูดมาทั้งหมด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากแถลงข่าวร่วมกันเสร็จ แกนนำทั้ง 3 พรรคได้ร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน

  "ชุมพล"ไม่คิดว่าปชป.ยื้อเวลาพร้อมอยู่ยาว

 นายชุมพล กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในงานสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ที่จ. กระบี่ ที่เห็นด้วยกับพรรคร่วมรัฐบาลที่แก้ไขระบบการเลือกตั้งให้เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวและจะทำให้ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อยู่เป็นนายกฯ ต่อไปอีก 2 ปี ถึงปลายปี 2554 ว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี เพราะตนจะได้อยู่ยาวไปด้วย

 “ส่วนที่ใครๆมองว่า ปชป.พยายามจะยื้อเวลาออกไปนั้น ผมมองว่า ตอนนี้อะไรๆ มันต้องอยู่ในสภาฯแล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องของสภาฯ แต่ตอนอภิปรายและตอนลงมติจะออกมาอย่างไร เราไม่ทราบ เพราะบางทีคนที่อภิปรายไปเสร็จแล้ว หรือไม่เห็นด้วยก็อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ คือ มันต้องฟังเหตุผลกันก่อน และถ้าฟังกันและกันก็จะทราบเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร” นายชุมพล กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่หนุนเสื้อเหลืองแบบนี้แสดงว่า แบ่งแล้วว่าจะเข้าข้างเสื้อเหลือง นายชุมพล กล่าวว่า  ไม่ได้พูดซะหน่อยว่าจะหนุนสีเหลือง แค่พูดว่าบรรยากาศพันธมิตรได้ประกาศไว้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ และชักชวนให้ประชาชนยอมรับไปก่อน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปแก้ไขข้างหน้า และเขาก็สัญญาว่าเขาจะล่ารายชื่อโดยด่วน 50,000 ชื่อ เพื่อที่จะมาแก้ไข แต่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เห็น และเขาก็ประกาศว่าเขาจะประสานงานกับพรรคการเมืองเพื่อจะให้มีสัญญาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน และเขาก็พูดว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิ์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เสื้อแดงได้ฟังแบบนี้อาจเข้าใจได้ว่าพรรคร่วมไปหนุนเสื้อเหลือง นายชุมพล กล่าวว่า อย่าไปแปลความแบบนั้น เพราะเราไม่ได้หมายความอย่างนั้น มันไม่เกี่ยวกัน

 ต่อข้อถามว่า การที่เสื้อเหลืองออกมาตอนนี้มองว่ามีนัยยะอะไรหรือไม่ นายชุมพล กล่าวว่า การแสดงความเห็นทั่วๆไปก็เป็นสิทธิ์ของเขา ก็ต้องรับฟังทุกทาง