ข่าว

ธ.ก.ส.พอใจผลงานประกันรายได้ชี้จ่ายชดเชยน้อยแค่ 2 หมื่นล.-เกษตรกรใช้สิทธิ 3 ล้านคน

ธ.ก.ส.พอใจผลงานประกันรายได้ชี้จ่ายชดเชยน้อยแค่ 2 หมื่นล.-เกษตรกรใช้สิทธิ 3 ล้านคน

25 ม.ค. 2553

ธ.ก.ส.เตรียมสรุปผลโครงการประกันรายได้เกษตรกรรอบแรกสิ้นเดือนนี้ ชี้ดีกว่าที่คาดเหตุราคาสินค้าพุ่ง ส่งผลให้มีเกษตรกรใช้สิทธิแค่ 3 ล้านคนจากที่ทำสัญญา 4 ล้านคน ใช้เงินชดเชยส่วนต่างเพียงครึ่งเดียว 2 หมื่นล้านบาท

 นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าโครงการประกันรายได้มาใช้สิทธิน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยจากยอดผู้ลงทะเบียนและทำสัญญาประมาณ 4 ล้านรายนั้นคาดว่าสิ้นเดือนมกราคมนี้จะมีผู้ใช้สิทธิรับเงินชดเชยส่วนต่างในพืช 3 ชนิด ทั้งข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังไม่เกิน 3 ล้านราย จากขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 2.7 ล้านราย เป็นเงิน 2 หมื่นกว่าล้านบาท จากเดิมที่ตั้งวงเงินไว้ 4.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากส่วนของมันสำปะหลังนั้นแทบไม่ได้มาใช้สิทธิเลยเพราะราคาตลาดสูงกว่าราคาประกัน

 “สิ้นเดือนมกราคมนี้จะประเมินผลโครงการประกันรายได้รอบแรก ซึ่งเบื้องต้นมองว่าค่อนข้างน่าพอใจส่วนหนึ่งอาจโชคดีที่ราคาตลาดดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ทำให้การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างลดลงเรื่อยๆ จากข้าวตันละ 2,000 บาท เหลือตันละ 70-800 บาท ล่าสุดไม่ต้องจ่ายแล้ว ต่อไปหากราคาสินค้าตกต่ำก็อาจจะทำงานยากขึ้น” นายลักษณ์ กล่าวและว่า มาตรการแทรกแซงการตั้งโต๊ะรับซื้อสินค้าเกษตรเก็บเข้าสต็อกเพื่อลดปริมาณสินค้าในตลาดลง เช่น การให้ อคส. อตก.ตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวก่อนหน้านี้แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการจริงเพราะราคาข้าวขยับขึ้นก่อน ส่วนการประกันรายได้ข้าวรอบ 2 เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม-เมษายนนี้ น่าจะมีผู้เข้าโครงการมากขึ้น

 นอกจากนั้นเดือนมีนาคมนี้จะสรุปปิดโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ 1  แสนราย ซึ่งมีส่วนที่ต้องตัดบัญชีหนี้สูญประมาณ 7,000-8,000 ราย โดย 70% สามารถกลับมาเป็นลูกค้าปกติได้ และบางส่วนต้องเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่วนนี้ไม่มีผลกระทบเพราะได้สำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว 1 หมื่นล้านบาท หากมีส่วนที่กลับมาเป็นลูกหนี้ปกติก็ถือเป็นรายได้ในอนาคต 

 สำหรับปีบัญชี 2552 ที่จะสิ้นสุดเดือนมีนาคมนี้ ธ.ก.ส.น่าจะมีกำไรประมาณ 8,000 ล้านบาท ขณะนี้ถือว่าธนาคารมีสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามามากจากการชำระคืนหนี้ของเกษตรกรโดยมีประมาณ 1.2 แสนล้านบาท จากปกติต้องอยู่ในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เกินจึงต้องนำไปบริหารในตลาดเงินระยะสั้น โดยแม้จะมีสภาพคล่องส่วนเกินมากแต่ก็จำเป็นต้องออกผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อรักษาฐานลูกค้า โดยเดือนกุมภาพันธ์ จะออกบัตรออมทรัพย์ 1 หมื่นล้านบาท ขายราคาหน่วยละ 100 บาท อายุ 3 ปี ดอกเบี้ยไม่เกิน 1% แต่มีสิทธิตรวจรางวัลชิง 2 ล้านบาท