
หวั่นเบี้ยคนพิการซ้ำรอยผู้สูงอายุอปท.หวงอำนาจถ่วงแก้จ่ายตรง
ปัญหาการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่พบว่าหลายพื้นที่มีปัญหาในการรับเงิน เช่น ได้รับเงินล่าช้า ได้รับเงินไม่ครบตามจำนวน ทำให้มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะการถูกหักหัวคิวเหลือ 300-400 บาท จากที่รัฐกำหนดให้จ่ายเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 500 บาท ตามน
จากข้อมูลพบว่ามีคนชรามาลงทะเบียนกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จำนวน 3 ล้านคน จากเป้าหมายทั้งหมด 4 ล้านคน ส่วน กทม.มีผู้มาลงทะเบียน 3.8 แสนคน และล่าสุดรัฐเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่เมื่อเดือนตุลาคม 2552 เนื่องจากมีคนชราที่เพิ่งอายุครบ 60 ปี ทำให้มีผู้ลงทะเบียนทั่วประเทศเพิ่มเป็น 4.9 ล้านคน ส่งผลให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณปี 2553 รองรับไว้สูงถึง 29,582 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพคนชราในเบื้องต้น อาจจะไม่มีปัญหาร้องเรียนมากนัก เพราะเป็นการเบิกจ่ายในส่วนของงบกลางปีที่เพิ่มเข้ามา 1.1 แสนล้านบาท ในปี 2552 ทำให้มีวงเงินที่จะจัดสรรออกไปได้โดยเร็ว ซึ่งในขั้นตอนปฏิบัตินั้น กรมบัญชีกลางจะจัดสรรเงินทั้งก้อนไปให้หน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นต้นสังกัดจะโอนไปยังสำนักงานส่งเสริมจังหวัดและผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งจะกระจายไปยัง อบจ. หรือ อบต. ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงมหาดไทยอีกต่อหนึ่ง เนื่องจากผู้รับเงินจะกระจายอยู่ทั่วประเทศ ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจึงอยู่ที่หน่วยงานปฏิบัติ
คนชราโวยจ่ายช้า-ถูกลอยแพ
ในส่วนของเบี้ยคนชรา 500 บาทนั้น ผู้มีสิทธิสามารถขอรับเป็นเงินสด หรือจะเปิดบัญชีกับธนาคารใดก็ได้ ซึ่งบางเขตใน กทม.อำนวยความสะดวกให้พนักงานธนาคารมารับเปิดบัญชีด้วย แต่พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ขอรับเป็นเงินสด เพราะรู้สึกว่าน่าจะได้รับเงินเร็วกว่า ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะจากการสอบถามผู้สูงอายุในเขต กทม.บางคนระบุว่าในแต่ละเดือนจะได้รับเงินไม่พร้อมกัน แล้วแต่ว่าเจ้าหน้าที่จะแจ้งมาให้ไปรับวันไหน โดยอาจฝากบอกข่าวมายังผู้นำชุมชนหรือผู้ที่ทำงานประสานกับเขต
นางประทุม วัย 65 ปี ระบุว่าล่าสุดเพิ่งไปรับเบี้ยผู้สูงอายุ โดยได้รับพร้อมกัน 3 เดือน ซึ่งขอเลือกรับเป็นเงินสดและไปรับเอง เพราะรู้สึกว่าน่าจะได้เงินเร็วกว่าการเปิดบัญชีกับธนาคาร ส่วนคนที่เลือกรับเงินผ่านบัญชีนั้น บางรายที่อยู่ใกล้บ้านกันยังไม่ได้รับ
“ตอนที่ไปรับเงินจากเขตบางเขน ถามว่าทำไมถึงไม่จ่ายให้ทุกเดือน ได้รับคำตอบว่าเงินยังไม่มา หรือไม่มีเงิน ซึ่งไม่น่าจะจริง เพราะฟังข่าวรัฐบาลก็บอกว่ามีเงินจ่ายให้อยู่แล้ว เลยคิดว่าเขตน่าจะทำงานล่าช้าเอง ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่หลายคนในฝ่ายพัฒนาชุมชน และยังเบิกจ่ายล่าช้าเหลื่อมเดือนกันด้วย ก็อยากให้รัฐบาลดูแลให้เงินถึงมือคนแก่โดยเร็วด้วย แม้จะไม่มากนักก็ยังถือเป็นเงินที่ช่วยประทังชีวิตไปได้” นางประทุม กล่าว
ขณะที่คนชราบางคนที่ย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิด จ.อุบลราชธานีมาอยู่กับลูกหลานอีกจังหวัดหนึ่ง แม้จะเคยลงทะเบียนไว้แล้ว แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่เคยได้รับเบี้ยคนชราเลยแม้แต่งวดเดียว เมื่อสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่อ้างว่ายังไม่ได้รับเงิน ก็เลยปล่อยไปไม่ใช้สิทธิ์ จึงอยากถามว่าเงินส่วนนี้หายไปอยู่ที่ใครและคงไม่ได้มีแค่รายสองราย ทั้งประเทศก็น่าจะมีไม่น้อย
นายกฯ จี้แก้ปัญหาจ่ายล่าช้า
นอกจากปัญหาเบี้ยยังชีพคนชราแล้ว ยังรวมไปถึงค่าตอบแทนของอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่จ่ายให้คนละ 600 บาทต่อเดือนด้วย โดยมี อสม.ทั่วประเทศกว่า 8 แสนคน หรืออาจถึง 1 ล้านคน เพราะน่าจะมีการแจ้งเพิ่มเติมเข้ามาหรือมีรายชื่อซ้ำซ้อนกัน ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณปี 2553 ไว้กว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้กรมบัญชีกลางระบุว่าได้โอนงบทั้งก้อนไปให้หน่วยงานต้นสังกัดคือกระทรวงสาธารณสุขแล้ว เพื่อให้โอนไปยังสำนักส่งเสริมสาธารณสุขจังหวัดและกระจายไปยังสถานีอนามัยตำบลหรือผ่านทางท้องถิ่นนั้นๆ ล่าสุดมีกระแสข่าวการเบิกจ่ายล่าช้าด้วยเช่นกัน ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีออกมาจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดโอนเงินให้ผู้มีสิทธิโดยเร็ว
รวมทั้งสั่งตรวจสอบท้องถิ่นที่มีปัญหาการร้องเรียนหักค่าหัวคิวเบี้ยคนชรา เพื่อดำเนินการลงโทษ และยังตีกันไม่ให้ท้องถิ่นโยกงบไปดำเนินการด้านอื่นก่อน แต่กระแสการตรวจสอบหาผู้กระทำผิดยังคงเงียบหายไป เพราะเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทยในการกำกับดูแล มีเพียง กทม.ที่ออกมาระบุว่าจะเร่งโอนเงินให้ผู้สูงอายุโดยเร็ว
ส่วนกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าของเงินและหน่วยงานติดตามการเบิกจ่ายเงิน อย่างกรมบัญชีกลางที่มักจะเป็นแพะที่ถูกโยนความผิดให้ ว่ายังไม่โอนงบนั้น จากการสอบถามไปยังกรมบัญชีกลางได้รับการยืนยันว่าได้โอนเงินทั้งจำนวนไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่อาจติดขัดที่ขั้นตอนการปฏิบัติ โดยเฉพาะในส่วนของงบปี 2553 ที่ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาล่าช้า และเป็นช่วงอยู่ระหว่างรอยต่อของปลายปีงบประมาณปี 2552 มาสู่ต้นปีงบประมาณ 2553 ระหว่างเดือนกันยายน- ตุลาคม แต่หลังจากนี้น่าจะมีการเบิกจ่ายตรงเวลา
อปท.-กระทรวงต้นสังกัดหวงอำนาจ
นอกจากนั้น นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ยังมอบหมายให้กรมบัญชีกลางศึกษาแนวทางในการจ่ายตรงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และค่าตอบแทนของ อสม. โดยให้ศึกษากฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินที่เกิดขึ้น โดยให้เวลา 2-3 เดือน เพื่อหาข้อสรุปหวังจะแก้ไขปัญหาในระยะยาว และถือเป็นนโยบายหนึ่งที่จะเร่งผลักดันในปีนี้
แต่หลังจากมีแนวคิดดังกล่าวออกไป ปรากฏว่า อปท.แสดงความไม่พอใจและไม่เห็นด้วยทันที โดยแหล่งข่าวจากกรมบัญชีกลางระบุว่า แนวทางของ นพ.พฤฒิชัย เป็นสิ่งที่ดี และควรจะมีการแก้ไขมานานแล้ว เพราะกรมบัญชีกลางมีอำนาจการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของทุกหน่วยงานยกเว้น อปท. ที่ยึดตาม พ.ร.บ.การกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น อีกทั้งระบบอีไอเอสของกรมยังไม่สามารถเชื่อมข้อมูลและล้วงลึกลงไปได้ว่ามีการเบิกจ่ายเงินออกไปจริงหรือไม่
หากต้องการผลักดันการเบิกจ่ายเงินตรงให้ผู้ได้รับสิทธิโดยไม่ผ่าน อปท.นั้น ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งมองว่า อปท.และกระทรวงมหาดไทยคงไม่ยินยอมสูญเสียอำนาจไป เพราะก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางพยายามจะพัฒนาระบบของการเบิกจ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (จีเอฟเอ็มไอเอส) เพื่อต่อเชื่อมกับระบบเบิกจ่ายของ อปท. และขอให้ส่งจังหวัดนำร่องเข้ามาแต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด โดย อปท.อ้างว่าระบบยังไม่พร้อม
ทั้งนี้มองว่าส่วนหนึ่งของการจ่ายเงินล่าช้าอาจเป็นเพราะหน่วยงานต้นสังกัดยังไม่ปล่อยเงินออกมา โดยอาจจะเอาไปหมุนใช้จ่ายด้านอื่นก่อนระหว่างที่รอเบิกเงินงวดจากงบประมาณปกติ หรือการฝากเงินแช่ไว้ในแบงก์เพื่อรับดอกเบี้ย หากกรมบัญชีกลางไม่จ่ายเงินให้ทั้งก้อนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงไม่ยินยอมเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลักการจะดี แต่ในทางปฏิบัติแล้วกรมบัญชีกลางยอมรับว่าการโอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้สูงอายุและ อสม.ทั่วประเทศนั้นทำได้ยาก เพราะรวมแล้วมีหลายล้านคน แม้นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง จะรับลูกว่าน่าจะทำได้ โดยการแก้ไขกฎระเบียบก็ตาม แต่ในความเป็นจริงคงทำได้ยาก นอกจากจะมีการแก้ พ.ร.บ.การเงินการคลังให้อำนาจกรมบัญชีกลางเข้าไปดำเนินการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ อปท.ได้ด้วย ซึ่งก็คงต้องใช้เวลา
ปัญหาที่น่าจับตามองต่อไปคือ การจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนพิการที่อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจ่ายเงินช่วยเหลือคนกลุ่มนี้เดือนละ 500 บาท ประมาณ 1 ล้านคน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 และการเบิกจ่ายเงินน่าจะใช้หลักการเดียวกับการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งอาจจะมีความล่าช้าเช่นเดียวกัน
กรมบัญชีกลางยอมรับว่ายังไม่ได้จัดสรรงบประมาณก้อนนี้ไว้ คงต้องให้สำนักงบประมาณพิจารณาดึงงบกลางมาใช้และให้หน่วยงานต้นสังกัดตั้งฎีกาเบิกจ่ายเข้ามาก่อนจะกระจายไปยัง อปท.ทั่วประเทศ และหาก อปท.ยังหวงอำนาจ ไม่ปรับตัวก็คงจะเกิดปัญหาซ้ำรอยกับเบี้ยคนชราอีกในอนาคต



