ข่าว

เสี่ยง "ยุบสภา"

เสี่ยง "ยุบสภา"

25 ม.ค. 2553

"ขอแนะนำนายกฯ ว่าถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญก็เตรียมยุบสภาได้เลย เพราะอนาคตข้างหน้าอะไรจะเกิดก็ไม่รู้ อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยก็ได้”

 นี่คือสุ้มเสียงของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งสัญญาณบีบสมาชิกพรรคให้ต้องเลือกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

 หลังจากพรรคร่วมรัฐบาลเดินเกมบีบ ถึงขนาด "ป๋าเติ้ง" บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกโรงเดินสายพบแกนนำพรรคร่วม ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และที่มาของ ส.ส.เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

 "สุเทพ" จึงต้องสวมบทบีบสมาชิกค่ายสะตออีกแรง เพราะให้คำมั่นกับพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะให้คำตอบในวันที่ 25 มกราคมนี้

 แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล เพราะอุตส่าห์ยกขบวนค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมเดินทางไปประชุมถึง จ.กระบี่ แต่ก็ไม่สามารถที่จะตกผลึกจนกลายเป็นข้อยุติได้

 งานนี้กลับทำให้เกิดความบาดหมางขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะซีกของผู้อาวุโส อย่าง ชวน หลีกภัย ส.ส.สัดส่วน ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ที่ออกมาแท็กทีมกับ บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่มาของ ส.ส.จากเดิมเขตเดียวเรียงเบอร์ มาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

 ถึงขนาด "ชวน" ออกมาสลัดมีดโกนกลางวง ขอให้สมาชิกพรรคร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยยึดประโยชน์ของส่วนรวม อย่าหวังแค่ประโยชน์ส่วนตัว เพราะในอนาคตอยากให้การซื้อเสียงเลือกตั้งหมดไป

 จึงเป็นเหตุผลให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องหยุดคิด เพราะก่อนที่จะเดินทางไปประชุมที่ จ.กระบี่ ภายในพรรคก็ถูกล็อบบี้อย่างหนักเพื่อให้หนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อยุติ แถมยื้อเวลาให้ "ฝีแตก" โยนให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดอีกครั้ง

 แน่นอนว่างานนี้ "สุเทพ" ไม่รอช้าแน่ เพราะต้องให้คำตอบกับพรรคร่วมโดยเร็ว ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้จึงต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าอย่างเร็วที่สุดน่าจะประชุมภายในวันที่ 26 มกราคมนี้    

 แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่ เพราะขุมกำลังภายในพรรคจะต้องมางัดข้อกันอีกครั้งในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

 นั่นเป็นเพราะว่ากรรมการบริหารพรรคทั้ง 19 คน ล้วนเป็นสายใกล้ชิดระหว่าง "นายหัวชวน-บัญญัติ-สุเทพ"

 โดยสายใกล้ชิด "ชวน-อภิสิทธิ์" มีถึง 8 คน รองลงมาเป็นสายใกล้ชิด สุเทพ 6 คน ที่เหลือเป็นสายใกล้ชิด "บัญญัติ" และสายอิสระ 5 คน

 เกมนี้จึงต้องจับตา เพราะอาจพลิกเข้าทาง "สุเทพ" ก็เป็นได้ หากยังจำกันได้เมื่อครั้งดัน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "สุเทพ" เดินเกมจนได้แรงสนับสนุนถึง 9 เสียง ซึ่งช่วงนั้นว่ากันว่ามีการวิ่งล็อบบี้แบบข้ามวันข้ามคืน

 ดังนั้นที่เหลืออีก 10 เสียงเป็นฝ่ายสนับสนุน "นายหัวชวน" และ "บัญญัติ" จึงนับว่าสูสียิ่ง เพราะอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกนาที

 จะเห็นว่าศึกภายในพรรคประชาธิปัตย์ย่อมไม่ธรรมดา ระหว่างขั้วที่ต้องการรักษาจุดยืนกับความเป็นสถาบันทางการเมืองของพรรค และขั้วที่ต้องการรักษาเสถียรภาพเพียงเพื่อให้เป็นรัฐบาลยาวนานที่สุด

 แต่เมื่อตกอยู่ในทางสองแพร่ง คนที่ต้องตัดสินใจเลือก คงหนีไม่พ้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะต้องตัดสินใจ

 จะว่าไปแล้วทางเลือกของพรรคประชาธิปัตย์มีไม่มากนัก โดยเฉพาะในห้วงจังหวะที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และลิ่วล้อ พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง โหมโรงเคลื่อนไหว เพื่อต่อรองทวงคืนอำนาจและทรัพย์สิน

 ไม่ว่าจะเป็นการจับ "อภิสิทธิ์" และเหล่าบรรดารัฐมนตรีขึ้นเขียงเชือดในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 รวมไปถึงการวางปฏิทิน "เปิดแผล" เรื่องสองมาตรฐานของรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนการปลุกปั่นมวลชน ชุมนุมใหญ่ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด หวังโค่นล้มรัฐบาล หลังเทศกาลตรุษจีน

 จังหวะนี้แหละทำให้พรรคร่วมสบโอกาสไล่บี้เดินเกมต่อรองกับพรรคประชาธิปัตย์ ให้เร่งเดินเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรับศึกเลือกตั้ง กับอนาคตที่ไม่แน่นอนของรัฐบาล

 ล่าสุด "บรรหาร" ยังมีนัดรับประทานอาหารร่วมกับ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำรวมใจไทยชาติพัฒนา ในวันที่ 25 มกราคมนี้ เพราะเป้าหมายของพรรคการเมืองคือการเพิ่มที่นั่งในสภา เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับผู้ชนะในศึกเลือกตั้ง

 ว่ากันว่า 2 พรรคที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ขณะนี้มี 31 เสียง ต้องการเพิ่มเก้าอี้ให้ได้ 50 ที่นั่งขึ้นไป ขณะที่ ชาติไทยพัฒนา มี ส.ส. 25 เสียง ต้องการเพิ่มที่นั่งให้ได้ 30-50 เสียง

 เกมทั้งหมดจึงเป็นการวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ไป เพราะหากพรรคร่วมเกิดเปลี่ยนขั้วไปจับมือกับพรรคไหน ขั้วนั้นก็มีโอกาสเป็นรัฐบาลสูง

 ยิ่งในยามที่สังคมตกอยู่ในภาวะน่าสะพรึงกลัว มีการสร้างสถานการณ์กระตุกหนวดเสือ ลอบยิงระเบิดที่กองทัพบก ด้วยการใช้อาวุธสงคราม และจนถึงขณะนี้ยังจับมือใครดมไม่ได้

 ปมเงื่อนกลับเริ่มขยายนำไปสู่ความรุนแรง เมื่อมีการค้นบ้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เพื่อขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายเรียก "เสธ.แดง" ซึ่งเจ้าตัวเตรียมให้ข้อมูลภายในสัปดาห์นี้

 เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการท้าทายทหารและตำรวจ เพื่อสร้างเงื่อนไขล่อให้ทหารออกจากถ้ำ ในยามที่บ้านเมืองเดินมาถึงทางตัน

 ต่างฝ่ายต่างใช้อาวุธเข้าห้ำหั่น ถึงขนาดบางฝ่ายประกาศตัวเป็นกองกำลังติดอาวุธ เพื่อต่อสู้กับทหาร

 เหมือนจงใจให้เกิดการ "ปฏิวัติ"  !


 บัญชา แข็งขัน