
ถึงเวลาปฏิรูปกฎหมาย
"วิกฤติ" ในชาติ ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญปี 2550 ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม จึงกำหนดว่า รัฐต้องดำเนินการจัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้ง "องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย"
และขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ก็ได้ผ่านวาระแรกของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว โดยสภาได้ลงมติรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยมติเอกฉันท์และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยใช้ร่างรัฐบาลเป็นหลัก ก่อนที่จะนำเข้าสู่สภาในวาระ 2 และ 3 และวุฒิสภา เพื่อออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไป
"ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายมีสาระสำคัญ คือ การจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมายขึ้นมา โดยองค์กรนี้ไม่สังกัดกระทรวง ทบวง กรมใดและมีความอิสระพอสมควร โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล" คณิต ณ นคร ประธานยกร่างกฎหมายฉบับนี้ เริ่มอธิบาย
ส่วน "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" มีหน้าที่หลักซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2550 โดยดูว่ามีกฎหมายใดที่สมควรจะมีการปฏิรูปบ้าง รวมทั้งการดูว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปฏิรูปกฎหมายควรจะเป็นอย่างไร เพราะการปฏิรูปกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดว่า ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย
ส่วนช่องทางที่กฎหมายจะเข้ามาสู่ "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" มีได้หลายทาง กล่าวคือ เมื่อองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เห็นว่ากฎหมายใดสมควรปฏิรูป ก็หยิบขึ้นมาแก้ไขได้ หรือประชาชนเสนอมาหรือหน่วยงานไหนเสนอมาก็ได้
"การปฏิรูปกฎหมายในอดีต เราแก้ไขกฎหมายโดยไม่ได้มีการศึกษาหรือมีการวิจัยก่อน แต่ในกฎหมายฉบับนี้พูดถึงการวิจัยว่า เป็นพื้นฐานในการปฏิรูปกฎหมาย ดังนั้นเมื่อองค์กรปฏิรูปกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว ก็จะใช้มหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นตัวจักรในการที่จะขับเคลื่อนต่อไปว่า มีอะไรบ้างที่สมควรจะจัดการให้ทันสมัยขึ้น"
คณิตบอกว่า เมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้แล้ว โดยหลักเมื่อจะมีการปฏิรูปกฎหมาย น่าจะให้องค์กรปฏิรูปกฎหมายทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะตัดอำนาจของกระทรวง ทบวง กรม ที่จะดำเนินการ
และ "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" จะมี "กรรมการ" องค์กรปฏิรูปกฎหมายเป็นตัวขับเคลื่อน มีกรรมการ 9 คน เป็นกรรมการประจำ 3 คน นอกนั้นไม่ประจำ กรรมการมีวาระ 6 ปี และเป็นได้เพียงสมัยเดียวเท่านั้นและจะทำงานอื่นไม่ได้ เพื่อที่กรรมการจะได้ทุ่มเทการทำงานได้เต็มที่ ไม่ติดงานอื่น
ส่วน "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว จะมีอยู่ตลอดไป เพราะตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ 2550 และแม้ว่าต่อไปอาจมีการยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ไป "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" ก็ยังมีอยู่ต่อไป เพราะร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกมาบังคับใช้แล้ว
ส่วนที่มีการเกรงกันว่า การที่ร่างกฎหมายกำหนดว่า ให้กรรมการมาจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายในสาขาต่างๆ จะได้แต่พวก "เนติบริกร" ที่ทำงานรับใช้ "ผู้มีอำนาจ" นั้น "คณิต" เห็นว่า คงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ามี "กรรมการสรรหา" ตัวกรรมการองค์กรปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งก็คงคัดเลือกกันอย่างดีแล้ว
"สำหรับการปฏิรูปกฎหมายที่องค์กรปฏิรูปกฎหมายจะต้องทำมี 3 ภาคส่วน คือ 1.ตัวกฎหมาย 2.การบังคับใช้กฎหมาย และ 3.การศึกษากฎหมาย ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ต้องขับเคลื่อนพร้อมๆ กันไป รวมทั้งการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการปฏิรูปการมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านกฎหมาย"
แล้ว...กระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา เป็นอย่างไร ?
"คณิต" มองว่า ประเทศที่เจริญแล้วทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม กระบวนการยุติธรรมของประเทศเหล่านั้น เข้มแข็งทุกประเทศ รวมทั้งประเทศที่ใกล้ประเทศเรา อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น ด้วยซึ่งกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราก็จะต้องเป็นไปในทิศทางนั้น
"แต่ปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา ไม่ถึงขนาดที่จะเปรียบเทียบกับของเขาได้ ยังต้องพัฒนาอีกมาก และถ้าเราไม่สามารถปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ ก็เลิกพูดกันได้เรื่องประชาธิปไตย เพราะทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจ จะมีการอ้างว่าการเมือง ภาคส่วนราชการ มีการทุจริต"
และ "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย" ที่เกิดขึ้น จะส่งผลดีในการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะว่าการแก้ไขกฎหมายในอดีต ไม่ได้เกิดจากความรู้แต่เกิดจากความรู้สึก คือ รู้สึกว่ามันขัดข้องก็แก้ไขกฎหมาย กฎหมายเราจึงกลายเป็น "เชิงอำนาจ" ไปหมด โดยไม่ได้ลงไปดูปัญหาอย่างจริงจัง แต่ต่อไปจะเน้นในเรื่องความรู้ เข้ามาขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
และนับจากนี้...ก็จะเป็นช่วงของการรอคอยด้วยความหวังของประชาชนว่า ระบบกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราจะดีขึ้นและมีความเป็นธรรม ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาได้จริงๆ หลังจากที่เรามี "องค์กรปฏิรูปกฎหมาย"
** โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น



