
เปิดใจจุลสิงห์"ผมใส่เสื้อสีส้มไม่เหลืองไม่แดง"
ก้าวขึ้นเป็น "อัยการสูงสุด" เกือบครบ 4 เดือนเต็มแล้ว - "จุลสิงห์ วสันตสิงห์" ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "สื่อเครือเนชั่น" ไว้ในหลายเรื่องที่น่าสนใจ ทั้งในหลักการสั่งคดีของอัยการสูงสุด ท่ามกลางสถานการณ์ของบ้านเมืองที่มีความแตกแยกหลากหลายสี,
คดีที่อัยการสหรัฐยื่นฟ้องนางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท. และลูกสาวเรียกรับสินบนจากนักธุรกิจสหรัฐ เพื่อให้สิทธิในการจัดเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มปี 50 รวมทั้งมุมมองต่อคดีอุ้ม "อัลรูไวลี่" นักธุรกิจชาวซาอุฯ ที่เพิ่งยื่นฟ้องต่อศาลไป
"ผมใส่เสื้อสีส้ม ไม่เหลือง-ไม่แดง และผมไม่ให้คะแนนเหลืองหรือแดง ว่าฝ่ายไหนดีกว่ากัน" จุลสิงห์ เริ่มการสนทนา
จากนั้น "สาธยาย" ต่อว่า เขาเคยพูดไว้ว่า เมื่อไรที่บ้านเมือง บ้านแตกสาแหรกขาด อัยการสูงสุดต้องเป็นกลาง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมาบอกว่าเขาผิดหรือถูกไม่ได้ ไม่เช่นนั้นกระบวนการยุติธรรมมันอยู่ไม่ได้ เพราะถ้าเข้าข้างฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ยอม จึงต้องเป็นกลาง และเคยมีคนมาบอกว่าอัยการต้องฟังเสียงประชาชน แต่เห็นว่าถ้าประชาชนแยกออกเป็น 2 ข้างก็ไม่รู้จะฟังใคร และถ้าให้ยึดประชาชนเป็นหลัก ก็ตายกันพอดี ก็คนมันมี 2 ข้าง ไปทางไหนเขาก็ไม่แฮปปี้
"จุลสิงห์" ยังกล่าวถึงแนวทางการพิจารณาและสั่งคดี ในคดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ "สีเหลือง" และ "สีแดง" ว่า ได้บอกกับอัยการไว้ว่าต้อง "เที่ยงธรรม" และ "เป็นกลาง" ซึ่งเที่ยงธรรมก็คือความยุติธรรมตามกฎหมายและเป็นธรรม เพราะว่ายุติธรรมเฉยๆ อาจไม่เป็นธรรมก็ได้ หากมีการตะบี้ตะบันเอาผิด ต้องมีเมตตาธรรม และคำนึงถึงประเทศชาติ ความสามัคคีและโปร่งใสในหน้าที่ ซึ่งเขาจะไม่สนใจว่าอัยการคนไหนจะเป็นสีเหลืองหรือสีแดง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งมีความเห็นต่างกันได้ แต่ต้องยึดหลักเที่ยงธรรมและเป็นกลางในการทำคดี
"เหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ผมตื่นขึ้นมาเห็นแล้วน้ำตาตก ซึ่งก็เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดการทำร้ายกันขึ้นที่กระทรวงมหาดไทย ผมก็ทนไม่ได้ ผมเห็นว่าทั้งสองฝ่าย สีเหลืองและสีแดงควรหยุดได้แล้ว มาเริ่มกันใหม่เพื่อประเทศ คนในกระบวนการยุติธรรมจะทำหน้าที่เอง เพราะถ้าหากยังรู้สึกว่าคนนั้นเป็นสีเหลืองเป็นแดงมันไม่จบ สำหรับคนในกระบวนการยุติธรรมก็ต้องแสดงออกว่าไม่อยู่ข้างไหน ความยากจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้ทุกคนเชื่อถือเราได้"
พร้อมกับการปล่อยคำเด็ด "ใส่เสื้อสีส้มอย่างผมดีที่สุด"
ส่วนที่มีการเกรงกันว่านักการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงการสั่งคดีนั้น อัยการสูงสุด กล่าวว่า นักการเมืองไม่สามารถให้คุณให้โทษสั่งย้ายอัยการได้ เพราะคนที่จะโยกย้ายอัยการสูงสุดได้ก็คือ คณะกรรมการอัยการ ส่วนคนที่แต่งตั้งและถอดถอนอัยการสูงสุดคือ ส.ว. เพราะฉะนั้นถ้านักการเมืองมาพูดอะไรด้วย "ผมก็รับฟัง แต่ไม่รับปาก" เพราะหากรับปาก ก็ต้องพยายามทำให้ได้ตามนั้น และสิ่งที่ขอมาก็มักเป็นเรื่องไม่ค่อยดีทั้งนั้น
เขากล่าวต่อไปว่า ในส่วนของคณะกรรมการอัยการ นักการเมืองก็ไม่สามารถ "คอนโทรล" ได้ เนื่องจากมีกรรมการอัยการ (กอ.) ที่มาจากหลายส่วน ทั้งจาก ส.ว. ข้าราชการอัยการประจำ และอัยการที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งประธาน กอ.ยังเป็นนายโอภาส อรุณินท์ อดีตประธาน ป.ป.ช.และอดีตอัยการสูงสุด ที่เป็น "สัญลักษณ์" ของความเที่ยงธรรม มีความยุติธรรมและเป็นธรรม และ กอ.ยุคนี้ก็ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก อีกทั้งอัยการสูงสุดก็ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อ ป.ป.ช. ซึ่งหากมีเรื่องร้องเรียน อัยการสูงสุด ป.ป.ช. ก็จะนำบัญชีที่ยื่นไว้มาเปิดออกดู
จากนั้นอัยการสูงสุดได้กล่าวถึงคดีของนางจุฑามาศที่ถูกอัยการสหรัฐยื่นฟ้องในคดีเรียกรับสินบนจากนักธุรกิจสหรัฐเพื่อให้สิทธิในการจัดเทศกาลหนังบางกอกฟิล์ม ปี 2550 ว่า ขึ้นอยู่กับสหรัฐที่กำลังสอบสวน เพราะเป็นความผิดนอกราชอาณาจักรซึ่งก็ต้องดูว่ามีการรับเงินส่งเงินกันหรือไม่ระหว่างนางจุฑามาศกับลูกสาว และเมื่อสหรัฐยื่นฟ้องแล้ว สหรัฐก็คงส่งเรื่องขอผู้ร้ายข้ามแดนมายังไทย เรื่องก็จะมายังอัยการสูงสุดซึ่งเป็นผู้ประสานงานกลาง โดยปกติก็ผ่านมาจากกระทรวงการต่างประเทศก่อน อัยการก็จะต้องดูว่ามีพฤติการณ์ทำผิดจริงหรือไม่ และส่งเรื่องให้ศาลไต่สวนผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับสหรัฐอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่มีการมองว่ากรณีนี้ "รัฐไทย" เป็นผู้เสียหาย ต้องดำเนินคดีในประเทศไทยนั้น นายจุลสิงห์ กล่าวว่า มีมติ ครม.ว่าการส่งคนไทยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สหรัฐ จะส่งหรือไม่ส่งขึ้นอยู่กับอัยการและกระทรวงการต่างประเทศ ใช้ดุลพินิจโดยต้องดูในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก่อนว่าใครเสียหายมากกว่ากันระหว่างไทยกับสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเห็นว่านางจุฑามาศควรถูกดำเนินคดีในประเทศไทย ทางไทยก็ปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ แล้วก็ดำเนินคดีในประเทศไทย แต่ถ้าสหรัฐเสียหายมากกว่าเราก็ส่งให้สหรัฐดำเนินคดี อย่างไรก็ตามเราไม่มีความผูกพันว่าจะต้องส่งคนไทยให้สหรัฐเสมอไป
"แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำขอคุณจุฑามาศไปดำเนินคดีที่สหรัฐ ซึ่งหากสหรัฐขอมาทางอัยการก็ต้องพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และปรึกษากับกระทรวงการต่างประเทศว่าเราจะส่งผู้ร้ายแดนหรือไม่ หรือให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไป และถ้าฝ่ายบริหารคือกระทรวงการต่างประเทศและอัยการเห็นว่าควรส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งอัยการจะดูที่เนื้อหาคดี ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจะดูเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าจะส่งหรือไม่ส่งดี จากนั้นก็จะยื่นคำร้องไปที่ศาลซึ่งก็ขึ้นกับศาลว่าจะส่งหรือไม่ส่ง และจะไปจบที่ศาลอุทธรณ์ ส่วนคุณจุฑามาศก็อาจสู้ในประเด็นความเป็นคนไทยในการที่จะไม่ให้ถูกส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่ก็เคยมีบรรทัดฐานมาแล้วว่าเราส่งคนไทยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนได้ และคุณจุฑามาศอาจสู้ว่าไม่ได้ทำผิด"
อัยการสูงสุดยังกล่าวถึงคดีอุ้มนักธุรกิจซาอุฯ ว่า หลังจากที่อุปทูตซาอุฯ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ได้โทรมาหาแล้วบอกว่า "ท่านอัยการสูงสุดคงรู้นะครับว่าอุปทูตซาอุฯ มาพบผมเรื่องอะไร ผมจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการสั่งคดีของท่าน แต่ไม่ว่าท่านจะสั่งอย่างไร ขอให้อธิบายให้ประชาชนได้ทราบเพื่อเข้าใจ" จากคำพูดของนายกฯ จะเห็นได้ว่าคดีนี้ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาก้าวก่ายการสั่งคดี อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 255 ก็คุ้มครองดุลพินิจในการสั่งคดีของอัยการ ซึ่งเมื่อสั่งคดีไปแล้ว ผู้เสียหายและจำเลยจะไม่สามารถทำอะไรกับอัยการได้ แต่การสั่งคดีต้องเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม
ส่วนในเรื่องพยานหลักฐานในคดีนี้ แน่นหนาเพียงพอหรือไม่อย่างกรณีการที่ไม่เจอศพ อัยการสูงสุด กล่าวว่า ปกติคดีฆ่าต้องมีศพ หากย้อนไปเกิน 5 ปี หากไม่เจอศพฟ้องคดีไม่ได้เลย ซึ่งเป็นแนวของศาลไทย แต่เมื่อมีคดี "หมอผัสพร" ไม่เจอศพ ก็ลงโทษคนได้หากมีพยานแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยเป็นคนฆ่า คดีดังกล่าวสุดท้ายศาลก็ตัดสินประหารชีวิตหมอวิสุทธิ์โดยดูจากพยานแวดล้อม ดังนั้นเรื่องไม่เจอศพ จึงอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ส่วนขั้นตอนของคดีอัลรูไวลี่หลังจากที่ได้ยื่นฟ้องศาลไปแล้ว "จุลสิงห์" บอกว่า คดีจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าพยานมีกี่ปาก การนัดสืบพยานว่ามากน้อยแค่ไหน ส่วนจะยกฟ้องหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลพินิจศาล และไม่ถือว่าอัยการบกพร่อง เพราะว่าบางทีพยานไปกลับคำให้การในชั้นศาล หรือเอาเข้าจริงพอพยานไปเบิกความในชั้นศาล ก็ไม่เป็นอย่างที่เราดูจากสำนวน
อัยการสูงสุด บอกว่า ส่วนคดีฆ่าเจ้าหน้าที่ทูตซาอุฯ คดียังไม่ถึงอัยการและจะขาดอายุความวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้แล้ว คดีคงฟ้องไม่ทัน เนื่องจากอายุความจะครบ 20 ปี ส่วนที่ซาอุฯ จะสู้ว่าเป็นเรื่องของชาวต่างชาติมาฆ่าชาวต่างชาติ คืออิหร่านฆ่าซาอุฯ ต้องใช้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น คงไม่ได้เพราะเมื่อเหตุเกิดที่ไหน ก็ต้องใช้กฎหมายท้องถิ่นของประเทศนั้น
และที่สำคัญการตัดสินใจสั่งฟ้องคดีอุ้ม "อัลรูไวลี่" คราวนี้ อัยการไม่ต้องการให้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากดดัน จึงไม่ให้น้ำหนักในเรื่องนี้มากนักเพราะว่าจะทำให้เสียในเรื่องน้ำหนักพยานหลักฐาน
"คดีนี้ทำให้ผมนึกถึงภาษิตกฎหมายอย่างหนึ่งที่ว่า "จงประสาทความยุติธรรม-แม้ฟ้าจะถล่มก็ตามที" (Let justice be done - though the heavens fall) ซึ่งหมายความว่า ความยุติธรรมต้องมาก่อน และเมื่อผมสั่งคดีไปแล้ว ฟ้าจะถล่มทลายก็ไม่เกี่ยว เพราะมันเป็นความเป็นธรรม จะเอาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือเอาความพอใจคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ซึ่งการสั่งฟ้องคดีก็ต้องดูหลักฐานในสำนวนเมื่อมีหลักฐานก็ฟ้อง"



