
การบริหารราชการต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน
"ตำรวจไม่มีกฎหมายชัดเจนในการควบคุมฝูงชน และมักจะได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยจะใช้วิธีการมอบหมายให้คนอื่นทำ หากเกิดการผิดพลาด แล้วผู้บังคับบัญชาก็ไม่รับผิดชอบ ทั้งที่การบริหารราชการต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน"
ยังไม่รู้ว่า กรณีที่ประชุม ก.ตร.ยืนยันมติเดิมให้ 3 นายพลตำรวจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กลับเข้ารับราชการจะไปสิ้นสุดที่ใด แต่ตามเนื้อหาที่กฎหมายว่าเอาไว้แล้ว วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า ที่ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยไปนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว และยังมีศาลรัฐธรรมนูญอ้างอิงได้ และที่ต้องเอาเรื่องวินัยมาเกี่ยวข้อง ก็เพราะตำรวจไม่สอบ เพราะเห็นว่าไม่ผิด ทั้งที่เรื่องอย่างนี้ ผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดชอบ
เรื่องนี้คงต้องแล้วแต่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด เพราะเป็นประธาน ก.ตร.โดยตำแหน่ง จึงมีอำนาจเต็ม ซึ่งขณะนี้ยังมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายว่า เรื่องที่นายกฯ มอบอำนาจประธาน ก.ตร.ให้แก่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทน ทำได้หรือไม่ เพราะระเบียบการมอบอำนาจได้ระบุไว้ 2 เรื่อง คือ ลักษณะเรื่องก็มอบอำนาจให้ทำแทนกันได้ และบางเรื่องก็ทำแทนกันไม่ได้ตามข้อกฎหมายกรณีของ คุณสุเทพ ทำแทนไม่ได้ เพราะเคยมีคำวินัยของศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญในแง่ของการมอบอำนาจมาแล้ว
ในระบบราชการบริหารแผ่นดินมีระบบการยับยั้งด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งความรับผิดชอบจะพิจารณาตั้งแต่เริ่มกระทำการจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ซึ่งการชี้มูลของ ป.ป.ช.กรณี 3 นายพลไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใครจะมีหลักฐานเท่าไหร่ ขึ้นกับการหาข้อมูล คนมักเข้าใจว่า ป.ป.ช.คือ ศาล
กรณี 3 นายพล ก.ตร.ไม่พอใจ ป.ป.ช.เรื่องนำเรื่องวินัยมาตัดสินด้วย ทั้งที่ ป.ป.ช.ไม่อยากทำ อยากทำเฉพาะคดีอาญา แต่เมื่อเราได้พิจารณาคดีทั้งหมด จึงนำเรื่องพฤติกรรมของตำรวจมาพิจารณาด้วย แต่ปรากฏว่า ทางเจ้าของหน่วยงานต้นเรื่องกลับไม่สอบเรื่องวินัย 3 นายพล เพราะถือว่าตำรวจไม่ผิดมาตั้งแต่ต้น จึงไม่ได้เสนอรายงานเรื่องวินัยมาให้ ป.ป.ช. ทำให้การทำงานของ ป.ป.ช.ล่าช้า เพราะต้องกลับไปพิจารณาเรื่องวินัยก่อน
ที่ผ่านมา 80% ถ้าเจ้าของหน่วยงานสอบเรื่องวินัยมาแล้วการพิจารณาของ ป.ป.ช.ส่วนใหญ่จะไม่ไปแตะต้อง มักจะเดินตามการชี้มูลของหน่วยงานต้นเรื่อง เว้นกรณีเห็นเป็นการช่วยพรรคพวก และเห็นว่าการลงทัณฑ์ไม่เหมาะสม ก็จะให้ลงโทษชี้มูลใหม่ และที่ผ่านมา ป.ป.ช.เคยชี้มูลการทำผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจมากว่า 100 เรื่อง ซึ่ง ก.ตร.ไม่เคยโต้แย้งเลยสักเรื่องเดียว มีเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอีกครั้ง ทั้งที่เคยมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว เพื่ออยากเอาชนะ
คิดยังไงกับการทำงานของนายกฯ กับคุณสุเทพ ?
ผมไม่รู้สึกผิดหวังกับการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เพราะทราบว่านายกรัฐมนตรีมีข้อจำกัด มาเป็นรัฐบาลในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และสไตล์การบริหารงานระหว่างคุณสุเทพ กับคุณอภิสิทธิ์ ก็แตกต่างกัน โดยคุณสุเทพทำงานในลักษณะที่เรียกว่า นักเลงเรียกพี่ ซึ่งเป็นสไตล์ตำรวจใจถึงพึ่งได้ แต่การทำงานของ ป.ป.ช.ในฐานะเป็นองค์กรอิสระต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่เป็นไม้หลักปักขี้เลน การที่มติ ก.ตร.ดันทุรัง เพราะว่าต้องการเอาชนะ ซึ่ง ป.ป.ช.ยอมรับว่า ขณะนี้ไฟแห่งความขัดแย้งลุกโชนไปทุกวงการ
ผมรู้สึกวังเวงใจ แต่ก็ต้องยืนหยัดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเตือนสติผู้ที่อยู่ในสังคมและสื่อให้ออกมาช่วยกันยุติความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ส่วนเรื่องนี้จะจบอย่างไรนั้น ผมเข้าใจว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.อาจจะต้องส่งเรื่องไปยังกฤษฎีกา เพราะขณะนี้นายกฯ ชัดเจนแล้วว่า ครม.จะไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าตำรวจทั้ง 3 นายเห็นว่าไม่ได้รับยุติธรรมจะส่งเรื่องไปที่ศาลปกครองก็ทำได้ โดยอ้างว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช.ไม่ชอบธรรม
รู้สึกหนักใจในการทำหน้าที่ ป.ป.ช.ไหม ?
ในส่วนของ ป.ป.ช.ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ รู้สึกหนักใจ เพราะหลังจากชี้มูลไปแล้ว บางสื่อที่คิดว่าเป็นกลางในการหาข้อมูล กลับเขียนอัด ป.ป.ช.อย่างเดียว เหมือนต้องการให้องค์กรอิสระจมธรณี อยากให้คิดว่า บางคนทำงานแทนสถาบัน องค์กรเราไม่ใช่ทำเพื่อส่วนตัว เพราะเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ บางคนเขียนคอลัมน์ใช้กระแสและความรู้สึกชอบไม่ชอบเพียงอย่างเดียว
สื่อมวลชนในฐานะให้ข้อมูลแก่ประชาชน ถ้าได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนก็สามารถถามได้ เราไม่ใช่คนสติไม่ดี เรามีจิตสำนึกเวลาชี้มูลต้องได้ข้อมูลครบถ้วน เวลาตัดสินเป็นการสร้างพื้นฐานอนาคตของสังคม
สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจก็น่าเห็นใจ เพราะว่าทุกครั้งที่เกิดการชุมนุมไม่ว่าจะสีเหลือง สีแดง ตำรวจไม่มีกฎหมายชัดเจนในการควบคุมฝูงชน และมักจะได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเหนือกว่า โดยจะใช้วิธีการมอบหมายให้คนอื่นทำ หากเกิดการผิดพลาด แล้วผู้บังคับบัญชาก็ไม่รับผิดชอบ ทั้งที่การบริหารราชการต้องรับผิดชอบต่อแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เพราะการแต่งตั้งตำแหน่งสูง เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่
ปรากฏว่าทุกเรื่องที่ ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบพบปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้บริหารไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลย รับแต่ชอบ ไม่รับผิด ซึ่งในอนาคตจะส่งผลกระทบทำให้ไม่มีใครยอมรับมอบอำนาจ และจะเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง อย่าลืมว่าการมอบอำนาจไม่ใช่ให้ไปซื้อของ แต่เป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน
ข้าราชการประจำมักตกเป็นแพะจากคำสั่งของนักการเมือง ?
เป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับข้าราชการประจำ สามารถแก้ไขได้ด้วยการทักท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อแสดงให้เห็นว่าได้พยายามยับยั้งจนถึงที่สุดแล้ว ซึ่งในระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้ให้คัดค้านหรือทักท้วงไม่สมควรกระทำโดยมีเหตุอันสมควร แต่ไม่ขัดต่อผู้บังคับบัญชา
คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีแนวความคิดเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาในเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงในอนาคตของสิทธิผู้ชุมนุมว่าสามารถทำได้แค่ไหน ผู้ชุมนุมมีสิทธิชุมนุมตามกฎหมาย แต่ต้องมีข้อระมัดระวัง ซึ่งผมเคยเสนอในปี 2535 หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หากเรื่องดังกล่าวไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพ ป.ป.ช.จะเป็นผู้ดำเนินการเอง เพราะตามกฎหมาย ป.ป.ช.สามารถพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา
กฎหมายควบคุมม็อบประเทศพัฒนาแล้วจะมีการกำหนดโซนการชุมนุม ทำให้ตำรวจทำงานง่ายขึ้น แต่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวก็จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันอีก และเรื่องก็ต้องส่งมาให้ ป.ป.ช.พิจารณา
สมถวิล เทพสวัสดิ์



