ข่าว

ฟังความสองข้าง...โจ๋เหยื่อซีม่าราดจู๋-ผอ.สถานพินิจฯ

ฟังความสองข้าง...โจ๋เหยื่อซีม่าราดจู๋-ผอ.สถานพินิจฯ

25 ม.ค. 2553

เป็นเรื่องอื้อฉาวครึกโครมและเกิดคำถามตามมามากมาย กรณีเด็กสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ถูกทารุณด้วยการเทซีม่าราดจู๋ โดยเฉพาะคำถามที่ใคร่รู้คำตอบว่า ใคร "พูดจริง" ระหว่างเหยื่อราดจู๋กับผู้อำนวยการสถานพินิจฯ "คม ชัด ลึก" จะพามาฟังควา

 ปฐมบทของเรื่องนี้เกิดจากเยาวชนในสถานพินิจฯ นครศรีธรรมราช 23 คน ใช้ใบเลื่อยตัดเหล็กตัดลูกกรงเรือนนอน เมื่อดึกสงัดวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา จากนั้นเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ และตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ติดตามจับกุมมาได้ทีละคนสองคนจนเกือบครบ ยังเหลืออีกเพียง 2 คนเท่านั้น ทว่าเรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมารดาของหนึ่งในเด็กสถานพินิจฯ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหลบหนีเลยแม้แต่น้อย ตรวจพบว่า ลูกชายวัย 14 ปี ผู้ต้องหาในคดีวิ่งราวทรัพย์ในท้องที่ สภ.หัวไทร มีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากอาการ "จู๋เปื่อย" จากฤทธิ์ของยารักษาโรคเชื้อราในร่มผ้า ถึงขั้นต้องนอนรักษาตัวใน รพ.หัวไทร

 เหตุเกิดช่วงค่ำก่อนที่เด็กในสถานพินิจฯ จะหลบหนีออกไป โดย ผอ.สถานพินิจฯ อยู่ในเหตุการณ์ที่มีการใช้ซีม่ารักษากลากของเด็กในสถานพินิจฯ ครั้งแรกผมเต็มใจที่จะทา เนื่องจากต้องการให้กลากหาย แต่อาการเกิดขึ้นบริเวณขาหนีบและลูกอัณฑะ ส่วนบริเวณองคชาตไม่ได้เป็นกลาก ที่ขาหนีบผมใช้พลาสติกขูดเชื้อราออกก่อนจะทายา ซึ่งเข้าใจว่าแค่ทาเท่านั้นไม่ใช่เทราด

 ตอนที่เกิดเหตุผมได้ยินเสียง ผอ.ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2-3 เมตร สั่งเพื่อนว่าให้เทราดไปเลย ส่วนตัว ผอ.กำลังประแป้งให้เด็กในสถานพินิจฯ ผมมีอาการแสบร้อนอย่างรุนแรง ตกกลางคืนนอนหลับไปแล้วก็ได้ยินเสียงครูบอกว่า เด็กหนีไปหมดแล้ว ส่วนลูกกรงมีรูโบ๋ ตอนนั้นผมเริ่มมีอาการเจ็บปวดทรมานมากนับแต่นั้นเป็นต้นมา กระทั่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

 ต่อมาช่วงเช้ารุ่งขึ้นของอีกวัน มีการเรียกเด็กที่เหลือในเรือนนอนลงมาเข้าแถว ส่วนเด็กที่หนีไปเจ้าหน้าที่เริ่มทยอยจับตัวกลับมา แต่เด็กที่เหลืออยู่ในเรือนนอนกลับถูกทำโทษด้วยทุกคน ด้วยการใช้แป๊บน้ำตีทั้งที่ไม่ได้กระทำผิดและไม่ได้คิดหลบหนี โดยครูที่ทำโทษบอกว่าทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ และบังคับให้เพื่อนบางคนขึ้นไปเอาเลื่อยและของมีคมมาให้
 
 ปรีดีอนันต์ ติยานนท์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช

 แปลกใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้นมาก แต่เมื่อเป็นข่าวก็ต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงว่า เยาวชนรายที่เป็นข่าวนั้นเป็นรายใหม่ และเมื่อเข้ามาใหม่แล้วเป็นประเพณีของเยาวชนที่อยู่เดิมๆ จะมีการดูเนื้อดูตัวกันในช่วงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จะเห็นถึงความสะอาด แต่ปรากฏว่าเด็กรายนี้มีอาการของโรคผิวหนังอย่างรุนแรง คือ โรคกลาก ที่เป็นโรคฝังลึกราวกับรูปทรงของกางเกงบ็อกเซอร์ในร่มผ้า ถือว่ามีความรุนแรงมาก เราจึงต้องให้การดูแลเรื่องของผิวหนัง ปกติจะมีพยาบาลดูแลรักษา ส่วนเด็กรายนี้มีเพื่อนมาบอกว่า รายนี้เป็นโรคกลากเต็มร่มผ้า วิธีการรักษา คือ การให้ยาโรคผิวหนัง คือ ซีม่าโลชั่นให้ทาในเบื้องต้น ทาเป็นระยะ ทาในครั้งที่ 2 ในวันที่มีการหลบหนีกันขึ้น

 ช่วงที่ทาซีม่ากันผมอยู่ด้วย แต่เด็กเขาจะหลบไปทากันเอง เพราะความเขินอาย แต่อีกส่วนหนึ่งจะมาพูดคุยในข้อสงสัยกับผมในเรื่องราวต่างๆ จะมีการให้คำปรึกษา ไม่ใช่เฉพาะรายนี้ที่เป็นกลาก หลายคนเป็นและรักษาความสะอาดดีขึ้นเรื่อยๆ จนหาย เด็กคนนี้เป็นคนละส่วนกันกับที่มีการหลบหนีและถูกทำโทษให้ล้างห้องน้ำและล้างถาด หลังจากนี้เด็กรายนี้กลับเข้ามาก็ไม่มีปัญหา เพราะไม่มีความไม่พอใจใดๆ เกิดขึ้นในเด็กด้วยกัน แต่ความรู้สึกนั้นอาจจะคิดกันไปได้ และทั้งหมดอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด

 ต่อมากลางคืนมีเด็กหลบหนี 23 คน ติดตามกลับมาได้ถึง 21 คน เหลืออีก 2 คน วันรุ่งขึ้นก็เกิดอาการอักเสบจากการทายา จึงนำส่ง รพ.ศูนย์อนามัยเขต 11 เป็นการรักษาตามกระบวนการ ยืนยันว่าไม่ได้นอกเหนือใดๆ ทั้งสิ้น และก็ให้ประกันตัวไป เพื่อปล่อยให้ไปรักษาต่อ คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ขึ้น ต้องชี้แจงว่า การทรมานที่ว่าทั้งหมดไม่ได้เป็นความจริงเลย เป็นการรักษาอาการตามปกติธรรมดา ไม่ได้คาดคั้นอะไรทั้งสิ้น การรักษาเกลื้อนที่ใบหน้ายังถูกห้ามเลยว่าห้ามทาใบหน้า เพราะจะเกิดอาการผิวหนังลอก นี่ถึงขั้นราดอวัยวะเพศไม่มีอย่างแน่นอน

 อย่างไรก็ตาม มีครั้งหนึ่งหลังเกิดเหตุข้อพิพาท ทั้งสองฝ่ายได้มาเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมหน้ากัน ผอ.สถานพินิจฯ พยายามกล่าวเสริมว่า ช่วงที่ใช้ซีม่าเป็นการรักษากลากใช่หรือไม่ เหยื่อราดจู๋ยอมรับว่าใช่ พร้อมกับบอกว่า ผอ.เป็นคนสั่งให้ราด ก่อนจะกล่าวยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่าเป็นเสียงของ ผอ.จริง ต่อมาทนายความได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ให้ดำเนินคดีกับ ผอ.สถานพินิจฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย

 กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล