ข่าว

เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

10 ก.พ. 2564

เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

 เมื่อวันที่ 9 ก.พ.64 ที่สถานีวิทยุม.ก. ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน สถาบันคลังสมองเกษตรยุคใหม่ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสถานีวิทยุม.ก.และวารสารเคหเกษตร จัดเสวนาออนไลน์หัวข้อ”น้ำ บริหารจัดการอย่างไรให้ยั่งยืน”
โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสทนช. รศ.ดร.อภิชาต อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทย รศ.ดร.มนตรี ค้ำชู  อดีตรองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ก.  
นอกจากนี้ยังมีฝั่งเกษตรกรผู้ใช้น้ำมาให้มุมมอง ประกอบด้วย นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจแปลงนาสะอาด อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร และนายภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย โดยมี อ.เปรม ณ สงขลา กรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินการเสวนา

                 เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ
                                       ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.

                                    เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

                                           นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจแปลงนาสะอาด

                   เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

เปิดฉากเริ่มต้นด้วยดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.มาฉายภาพให้เห็นถึงแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องน้ำมาโดยตลอด แต่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อมีการจัดตั้งหน่วยงานสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นมา มีหน้าที่กำกับดูแลด้านนโยบายน้ำของประเทศในภาพรวม โดยเริ่มจากแผนแม่บทน้ำ 3 อย่าง ประกอบด้วย แผนงาน การบริหารจัดการและข้อมูล โดยอิงจากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีทั้งหมด 23 ประเด็นและน้ำเป็นประเด็นหนึ่งในนั้นที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ   
“คุณสมบัติเด่นของแผนแม่บทนี้คือมีการกำหนดพื้นที่ในเชิงแอเรีย มีการกำหนดฟังก์ชั่นที่ชัดเจนลงลึกในรายละเอียด มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน เช่นกระทรวงมหาดไทยมุ่งเน้นน้ำอุปโภคบริโภค กรมชลประทานดูแลน้ำเพื่อการเกษตร ส่วนอุตสาหกรรมก็มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทุกอย่างจะต้องมีการแก้ไขร่วมกันในเชิงบูรณาการผ่านกลไกของจังหวัดและชุมชน”
ดร.สมเกียรติ ย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำในเชิงพื้นที่นั้นกฎหมายได้ให้อำนาจคณะกรรมการลุ่มน้ำเป็นผู้ดูแล   แต่หากเกิดปัญหาระหว่างลุ่มน้ำก็ส่งเรื่องมายังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เป็นผู้พิจารณา จึงมั่นใจได้ว่าการแก้ปัญหาน้ำจากนี้ไปทุกฝ่ายจะเข้ามาดูแลบูรณาการร่วมกันเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตต่อไป
ขณะที่ ดร.อภิชาต อนุกูลอำไพ นายกสมาคมทรัพยากรน้ำแห่งประเทศไทยได้วิพากษ์สถานการณ์น้ำใน 3 มิติ  ประการแรกปัญหาทั่วไป น้ำท่วมน้ำแล้ง ในอดีตที่ผ่านมาไม่ได้เกิดประจำ แต่ปัจจุบันเป็นเหตุการณ์ปกติประจำปี บางปีแก้ปัญหาน้ำแล้งยังไม่ทันเสร็จก็มารับมือปัญหาน้ำท่วมแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนได้ดีว่ายังยืนหรือไม่ ประการต่อมาน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลลงทุนมากมายมหาศาลแล้วเกษตรมีวิถีชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็พอมีวิจารณญาณประเมินได้  และประการสุดท้ายเรื่องสภาพแวดล้อมทั่วไป  ป่าต้นน้ำและคุณภาพน้ำดีขึ้นหรือไม่อย่างไร
“ถ้าให้คะแนน 3 เรื่องนี้ เราได้คะแนนตกหมดนะครับ ภัยแล้งน้ำท่วมกลายเป็นเหตุการณ์ปกติ แล้วบริหารจัดการดีได้อย่างไร เรื่องสองน้ำเพื่อการเกษตรลงทุนไปตั้งเยอะแยะ แต่ทำไมวันนี้เกษตรกรไม่ได้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ยังล้มลุกคลุกคลานติดหนี้ติดสินเหมือนเดิม เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดูจะแย่ลงทุกวันพื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาคือปิงวังยมน่านมันกลายเป็นภูเขาหัวโล้นเอาพื้นที่ไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว  ผมมองโดยสรุปเราบริหารไม่เป็น มันจึงไม่ยั่งยืน” ดร.อภิชาตฟันธง
ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำคนเดิมยังได้กล่าวถึงการเป็นแชมป์เปี้ยนโลกการส่งออกข้าวของประเทศไทย  โดยล่าสุดตั้งเป้าส่งออกข้าวไว้ที่ 10 ล้านตันในปี 2564 นี้ แต่อย่าลืมว่าข้าวสาร 1 ตันจะต้องใช้น้ำในการผลิตถึง 3 พันลูกบาศก์เมตร หากผลิตเพื่อการข้าวส่งออก 10 ล้านตันตามที่ได้วางเป้าไว้จะต้องใช้น้ำถึง 3 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรเท่ากับการใช้น้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ 3 เขื่อนคือศรีนครินทร์ ภูมิพลและสิริกิติ์   หากเป็นเช่นนี้น้ำในเขื่อนใหญ่จะใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้เลย ต้องใช้ปลูกข้าวอย่างเดียว  ที่สำคัญยังเป็นการให้น้ำฟรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่น้ำก็มีต้นทุน ซึ่งเราจะต้องทบทวนใหม่ว่าอย่างนี้มันใช่หรือไม่  การบริหารจัดการน้ำมาถูกทางหรือไม่ อย่างไร
“อันนี้ไม่ใช่ความผิดของเกษตรกร เพราะเราไม่เคยมีคำตอบให้เกษตรกรไม่ให้ปลูกข้าวแล้วจะให้เขาทำอะไร   เกษตกรก็ต้องเสี่ยง เป็นนักเสี่ยงโชค ในที่สุดก็กินต้นทุนไปเรื่อย ๆ อันนี้เรื่องหลักที่เราต้องมาทบทวนใหม่ ถ้าทำให้ยั่งยืนสิ่งเหล่านี้มันใช่หรือไม่   โดยส่วยตัวทางรอดเพื่อความยั่งยืน เราต้องใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง”
ด้าน รศ.ดร.มนตรี ค้ำชู  อดีตรองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ก. ซึ่งได้ให้มุมมองการใช้น้ำภาคเกษตรรายแปลง  โดยสรุปหัวสำคัญสำหรับการบริหารจัดการน้ำในไร่นานั้น เบื้องต้นเกษตรควรทราบว่าปริมาณน้ำที่ต้องใช้เท่าไหร่ในพืชชนิดใด ใช้วิธีไหน เอาน้ำมาจากไหนและควรระบายน้ำอย่างไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด 
“การใช้น้ำของพืชไม่ยากเลย เขาดูดทางรากแล้วคายออกทางใบ ปัจจัยที่ทำให้พืชใช้น้ำมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นหลัก พืชที่ใบใหญ่ ใบเยอะจะกินน้ำมาก ยิ่งใบที่ไม่ถูกแดด จะกินแต่น้ำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการตัดแต่งกิ่งสำคัญมาก นอกจากใช้น้ำน้อยแล้วยังป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชด้วย  สิ่งเหล่านี้เราต้องกลับมาคิดใหม่ ถ้าหากให้มีการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า”
ในส่วนของเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย มองความสมดุลของการใช้น้ำในสวนทุเรียน ซึ่งทุเรียนเป็นผลไม้ที่ทำรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นล้านต่อปี มีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนประมาณ 1.4 แสนหมื่นราย และน้ำเป็นปัจจัยสำคัญทางการผลิตมากที่สุดและมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ 
“ นอกจากน้ำบาดาลและแหล่งน้ำในสวนของเกษตกรแล้ว แหล่งน้ำสำคัญเป็นความหวังของชาวสวนก็คือการส่งน้ำระบบท่อ อย่างภาคตะวันออกมีการส่งน้ำทางท่อจากอ่างฯวังโตนด น้ำถึง 7 สายระยะทางไกลเป็น 10 กิโลเมตรมีผู้ใช้น้ำเป็นพันคน  ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างมากและเป็นระบบที่น่าสนใจที่ทางภาครัฐน่าจะนำเอาไปใช้ในหลาย ๆ พื้นที่” 
ขณะที่เกษตรกรชาวนามักถูกมองเป็นจำเลยสังคมในเรื่องน้ำ นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจแปลงนาสะอาด อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชกล่าวว่าจากได้ฟังนโยบายน้ำชาติที่ทางวิทยากรพูดถึงว่ามีการผลักดันมาถึงอบต.นั้น ยอมรับว่ายังไม่เคยทราบมาก่อน จนถึงขณะนี้ก็ยังมีหน่วยงานใดลงมาดูในพื้นที่แต่อย่างใด ถ้าจะพูดแง่นโยบายเป็นแนวคิดที่ดี หากแต่หน่วยงานผู้ปฏิบัติหรือผู้รับผิดชอบขาดการประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานก็ไม่ได้ผล
“ผมเห็นด้วยมากที่สุดที่ส่งไม้ให้กับอบต.เข้ามารับผิดชอบ แต่ในเวลาเดียวกันควรที่จะเลือกบุคลากรที่มีความรู้จริงเข้ามาสนับสนุนด้วยแล้วก็ประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรได้รับทราบ”
 นายทฤษฎียอมรับว่าแนวทางหนึ่งในการใช้น้ำให้คุ้มค่าสูงสุด จะต้องนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่ามากกว่าจำหน่ายเป็นข้าวเปลือก อย่างกลุ่มแปลงนาสะอาดที่ตนเองเป็นประธานกลุ่มนั้นจะเลือกปลูกข้าวตลาดเฉพาะและแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ 
“อย่างกลุ่มผมข้าวเปลือก1ตันสามารถทำรายได้ถึง1แสนบาทโดยการนำนวัตกรรมเข้ามาจับ ต้องยอมรับว่าน้ำเหมือนเส้นเลือดใหญ่ ไม่มีน้ำก็ตาย ทุกอาชีพตาย ถ้าเกษตรกรรู้ทิศทางว่าน้ำมีเท่าไหร่ ควรปลูกพืชอะไร อย่างน้อยเรามีเกษตรอำเภอที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรว่าในชุมชนนั้นมีกี่ราย ปลูกพืชอะไรบ้างแล้วให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ  ปัญหาน้ำจะก็จะลดน้อยลงไป”
เขาย้ำด้วยว่ากำแพงเพร มีพืชหลัก 3 ชนิด ข้าว อ้อยและมันสำปะหลัง เกษตรกรจะมีการแย่งน้ำกันทุกปี เหตุเพราะผู้รับผิดชอบน้ำจริง ๆ นั้นไม่มี ทำให้ไม่รู้ว่าน้ำจากชลประทานมาจากถึงแปลงเมื่อไหร่  ไม่มีใครรู้จริง เกษตรกรอยู่ในภาวะในพื้นที่เสี่ยงกันทุกคน เพราะใช้ชีวิตทุกวันนี้อยู่บนความเสี่ยงอยู่แล้ว

                  เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ

                   เจาะลึกแผนบริหารจัดการน้ำยั่งยืน จากแผนแม่บทสู่เกษตรกรผู้ใช้น้ำ