
"บรรหาร"นัดหารือ"สุวัจน์"แก้รัฐธรรมนูญ25ม.ค.นี้
สุวัจน์ ระบุ เติ้ง นัดหารือ พรรครวมใจไทยพัฒนาขอมติแก้ รัฐธรรมนูญ 25 ม.ค. นี้ ชี้จะต้องฟังเสียงข้างมากของประชาชน โฆษกพท.อัดแกนนำปชป.ตีสองหน้ายื้อเกมแก้รธน.
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมืองฯ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงการที่พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคเพื่อไทย นัดหารือร่วมมติการแก้ไข รธน.ในวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.53 ว่า เบื้องต้นทราบว่านายบรรหาร ศิลปอาชา มีนัดกับหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา โดยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคฯ เพื่อที่จะพูดคุยหารือถึงภาพรวมและสถานการณ์การแก้ไข รธน.ในวันจันทร์ที่ 25 ม.ค.53 เวลา 12.00 น. ส่วนรายละเอียดคงเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคงจะได้หารือกัน
สำหรับจุดยืนของพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาจะเป็นอย่างไร ก็คงเป็นเรื่องของภายในพรรคฯ เพราะเรื่องการแก้ไข รธน. ก็ต้องดูในหลายเรื่อง บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องของส่วนรวม แต่บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวกับสมาชิกสภาผู้แทนฯ สมมุติว่าหากมีการแก้ไขมาตรา 190 ก็จะเป็นเรื่องของส่วนรวม และเรื่องของประเทศ เพราะวันนี้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจบางทีก็ต้องการความคล่องตัวในการที่จะดำเนินการในเรื่องของสนธิสัญญาต่างๆ เพราะมาตรา 190 จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาฯแทบทุกอย่าง ทำให้อาจจะก่อให้เกิดความล่าช้า หรือบางทีคู่แข่งขันเขารู้ความเราแล้วว่า เราคิดอะไรกัน อันนี้มันไม่ได้กระทบอะไรต่อพรรคการเมือง ไม่ได้กระทบอะไรต่อสมาชิกสภาผู้แทนฯ แต่มีผลต่อการเลือกตั้ง เช่น เขตเลือกตั้ง เขตเล็ก คนนี้ได้เปรียบ พรรคนี้ได้เปรียบ เขตใหญ่คนนี้ได้เปรียบ พรรคนี้เสียเปรียบ ส่วนนี้เลยเป็นเรื่องของ รางเนื้อชอบรางยา มันก็เลยหาข้อยุติยาก แต่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ส่วนตัวคิดว่าพื้นฐานของการแก้ไข รธน.นั้นต้องมองประเทศชาติ มองประชาชนเป็นหลักก่อนว่า สิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นประเทศชาติ ประชาชนจะได้ผลประโชยน์โดยส่วนรวม
ส่วนนักการเมืองก็เหมือนนักกีฬาก็ต้องเล่นตามกติกา กำหนดกติกาก่อนแล้วค่อยไปเล่น ฉะนั้นต้องมีการทำความเข้าใจกันแล้วขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากว่า เสียงข้างมากเอากันอย่าง แต่สำคัญที่สุดต้องฟังเสียงประชาชน ฉะนั้นในแต่ละพรรคจะต้องลงกันอย่างไรในขณะนี้ตนยังไม่ทราบ เพราะการแก้ไข รธน. ต้องใช้เสียงข้างมาก และตนคิดว่าไม่ควรจะเริ่มต้นด้วยบรรยากาศของความขัดแย้ง เพราะปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศมีมากอยู่แล้ว และการแก้ไข รธน.ก็จะให้เป็นกลไกที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือเสริมสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติ แต่ไม่อยากให้เห็นว่า เมื่อจะเริ่มต้นแก้ไข รธน.แล้วมันก็เริ่มขัดแย้งตั้งแต่เริ่มต้น เพราะจะไปกระทบไปหลายด้าน ทุกคนควรเปิดใจกว้างและฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายแล้วช่วยกันคิด เพราะเวทีในสภาฯมีทั้งวุฒิ มีทั้งคนที่มาจากการเลือกตั้งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีโอกาสเรื่องขู่ตีรวนเปลี่ยนขั้วหรือไม่ นายสุวัจน์ฯตอบว่า ตนประเมินว่าวันนี้มันได้เปลี่ยนมาแล้วหลายครั้งเรื่องขั้ว ถ้าเปลี่ยนอีกครั้งก็คงจะวุ่นวาย ส่วนตัวมองว่า ไม่น่าจะมีเรื่องการเปลี่ยนขั้ว ส่วนเรื่องการปฏิวัติ จะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายสุวัจน์ฯตอบว่า อันนี้เป็นเรื่องที่ตนคิดว่า ทุกคนไม่อยากเห็น และทุกคนก็คงไม่อยากทำ ตนมองอย่างนั้น เพราะจะทำให้มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ไม่คาดคิดถ้าเกิดแล้วมันจะมีผลกระทบระยะยาวต่อภาพรวมของประเทศ ภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นคิดว่า ทุกฝ่ายคงไม่อยากเห็นกันในเรื่องนี้ นายสุวัจน์ฯกล่าว.
โฆษกพท.อัดแกนนำปชป.ตีสองหน้ายื้อเกมแก้รธน.
เมื่อเวลา 10.20 น. - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวการแก้ รธน.ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ หวังนำกระแสการคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาเป็นประโยชน์กับตนเอง ขณะที่นายอภิสิทธิ์ และแกนนำบางคน เล่นการเมืองแบบตีสองหน้าโดยด้านหนึ่งให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายก ฯ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แสร้งทำดีให้สัญญากับพรรคร่วมรัฐบาล แต่อีกด้านหนึ่งนายอภิสิทธิ์ นายชวร หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กลับแสดงบทบาทคัดค้านแก้รัฐธรรมนูญ โดยการตีสองหน้ามีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือไม่แก้รัฐธรรมนูญ
“นายอภิสิทธิ์ เล่นการเมืองตีสองหน้า ซึ่งการประชุมล่าสุดของประชาธิปัตย์ที่ จ.กระบี่ วันที่ 23-24 ม.ค. ก็ไม่มีข้อยุติเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่โยนให้กรรมการบริหารพรรคหารือตัดสินใจในสัปดาห์หน้า จึงน่าเวทนาพรรคร่วมที่ถูกหลอกว้ำซาก ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ เหยียบบ่าเพื่อนเป็นใหญ่ แล้วลืมพันธะสัญญาก่อนร่วมรัฐบาล แบบนี้ทำให้เห็นธาตุแท้นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และแกนนำบางคนว่ามีความจริงใจทางการเมืองกับพรรคร่วมแค่ไหนที่จะร่วมลงเรือรัฐบาลเดียวกันต่อไป” โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ



