ข่าว

มองผิวเผินไม่คำนึงข้อเท็จจริงบัวแก้วโต้ฮิวแมนไรท์

มองผิวเผินไม่คำนึงข้อเท็จจริงบัวแก้วโต้ฮิวแมนไรท์

24 ม.ค. 2553

"นายกฯ"ชี้รายงานมนุษยชน"ฮิวแมนไรท์ฯ"สรุปเกินความเป็นจริง ระบุหากรบ.เป็นจริงตามที่กล่าวหา คงไม่กล้าเสนอหน้าลงสมัครกมธ.มนุษยชนยูเอ็น.

 (24ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวถึงกรณีที่รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมนไรท์วอทช์” ระบุรัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนักว่า ตนหากได้อ่านตัวรายงานแล้ว เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการดูจะไม่รุนแรงเหมือนกับคำแถลงข่าว ทั้งนี้เรื่องนี้ดังกล่าวอาจมีมุมมองที่แตกต่างกันบ้าง

แต่ข้อมูลบางประการอาจคลาดเคลื่อนอยู่ เรื่องนี้ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ที่มีการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2 คน ซึ่งเรื่องนี้ข้อเท็จจริงก็เกิดจากการปะทะกันของผู้ชุมนุมกับประชาชนในชุมชน ไม่ใช่เกิดจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่อย่างใด ส่วนการใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็ไม่ได้ห้ามการชุมนุมแต่อย่างใด รวมทั้งเมื่อมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯแล้ว รัฐบาลก็จะต้องทำรายงานสรุปต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลก็จะดำเนินการรายงานในสมัยประชุมสภาฯนี้

 นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แม้ว่าในขระนี้จะยังมีสถานการณ์ความรุนแรงอยู่ก็ตาม แต่ปัญหาความรุนแรงก็ลดลงเป็นลำดับ ขณะเดียวกันการดูแลของรัฐบาลก็ได้ดูแลช่วยเหลือเรื่องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ดียิ่งขึ้น ส่วนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมราชานุภาพและความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็มีการพิจารณาด้วยความรอบคอบโดยดูที่เจตนา และไม่ให้มีการนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งตนเข้าใจว่ารายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์อาจถูกเขียนขึ้นก่อนที่จะมีการตั้งกลไกพิเศษเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

 “ผมมั่นใจแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ไม่เป็นที่มีการทำรายงานสรุปออกมาเช่นนั้น ซึ่งหากรัฐบาลมีการใช้ความรุนแรงตามที่มีการสรุปรายงานจริง รัฐบาลาคงไม่กล้าที่จะไปสมัครแข่งขันที่จะเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องของสิทธิมนุษยชนในสหประชาชาติอย่างแน่นอน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ฮิวแมนไรท์โต้รัฐใช้อารมณ์ทั้งๆที่ฉบับเต็มยังไม่เปิด


 นายสุนัย ผาสุข ผู้ประสานงานฮิวแมนไรท์ วอชท์ประจำประเทศประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรท์ วอทช์ วิจารณ์บทบาทด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง ในรายงานประจำปี 2552 ว่า คนที่วิจารณ์ยังไม่เห็นฉบับเต็มซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เห็นแต่เพียงฉบับคัดย่อที่แปลมาเป็นภาษาไทย จึงวิจารณ์กันไปเลอะเทอะ โดยใช้อารมณ์  ส่วนฉบับเต็มขณะนี้ส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

 นายสุนัย กล่าวว่า รายงานของฮิวแมนไรต์ฯ ได้บรรยายสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างครบถ้วนรอบด้าน ทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อผ้า คาดว่านายกรัฐมนตรีจะได้เห็นแล้ว โดยเฉพาะเหตุการณ์ในเดือนเม.ย.2552 นั้นเราไม่ได้บอกว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายผิด  แต่ได้รายงานว่าจุดเริ่มต้นคือกลุ่มคนเสื้อแดงล้มการประชุมที่พัทยา มีการโจมตีขบวนรถของนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย ขณะที่มีกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินเป็นปัจจัย ส่วนการเสียชีวิต 2 ศพ  ก็มาจากการปะทะกันของคนเสื้อแดงกับประชาชนที่รักท้องถิ่นในตลาดนางเลิ้งไม่ได้บอกว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล เรารายงานอย่างรอบด้าน ไม่ได้มุ่งโจมตีด้านใดด้านหนึ่งเพราะเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นเป็นเรื่องที่ตบมือข้างเดียวไม่ดัง แน่นอน
   
            “รัฐบาลสามารถวิจารณ์เรากลับได้ แต่อย่าใช้อารมณ์  แต่ต้องใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ยืนยันว่าการหาข้อมูลของฮิวแมนไรต์ วอทช์ เพื่อสรุปเป็นรายงานนั้นไม่เคยเข้าข้างใดข้างหนึ่งเป็นพิเศษ เราฟังข้อมูลจากทุกแหล่งก่อนจะกลั่นกรองมาเป็นข้อสรุป อย่างกรณีภาคใต้นั้น เราก็วิจารณ์ ทุกรัฐบาลที่เข้ามาเพราะไม่มีรัฐบาลใดแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาของรัฐบาลนี้คือเข้ามาในสภาวะที่ประชาชนคาดหวังว่าจะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแต่กลับยังทำให้เห็นไม่ชัดเจนนัก สังคมจึงค่อนข้างผิดหวัง” นายสุนัย กล่าว

 "นพดล”อุ้ม"ทักษิณ-พท.-เสื้อแดง" ไม่เอี่ยว"ฮิวแมนไรท์"

 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรายงานมนุษยชนฮิวแมนไร้ส์วอทช์ เอเชีย ว่า เรื่องดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าต่างชาติก็เป็นห่วงการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรมโดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นสองมาตรฐาน ซึ่งแทนที่รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหา แต่กลับโยนความผิดให้พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มคนเสื้อแดง โดยหลังจากฮิวแมนไร้สวอทช์ ฯ ออกมาระบุดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ และ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับออกมาพูดว่าน่าจะมีคนไปให้ข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้ตนขอชี้แจงว่า เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

 นายนพดล ยังกล่าวถึงการทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยว่า เวลานี้มีการปลอมชื่อทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกว่าเป็นทักษิณวอยส์ ซึ่งสร้างความสับสนอย่างมาก ตนจึงขอย้ำอีกครั้งการติดต่อพ.ต.ท.ทักษิณ มีเพียงทักษิณไลฟ์ กับทักษิณบิส ที่สะกดด้วย BIZ เท่านั้น ไม่มีชื่ออย่างอื่นแน่นอน โดยเรื่องนี้ไม่อยากมองว่าเป็นผลงานของรัฐบาล แต่มองว่าเป็นเรื่องของไม่ปราถนาดีกว่าที่สร้างความสับสนดังกล่าว โดยพยายามทให้เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งตนอยากจะขอให้ผู้ไม่หวังดัยุติการกระทำเช่นนี้

 ทั้งนี้นายนพดล กล่าวปฏิเสธว่า การพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมา ไม่ได้พูดคุยเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีนี้ทีมทนายความก็ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว โดยเรื่องนี้ที่กำลังจะดำเนินการเพิ่ม คือ การชี้แจงให้พี่น้องประชาชนทั้งไทยและต่างชาติ เข้าใจถึงการประกอบอาชีพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าก่อนที่จะมาเป็นนายก ฯ มีความร่ำรวยมาก่อน

 ขณะที่การทำเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงประชาชนดังกล่าวยืนยันว่าไม่ใช่การกดดันหรือกระทบการจะตัดสินคดีของศาลที่มีขึ้นในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ซึ่งเราต้องระมัดระวังไม่ให้ถูกกล่าวหาว่ากดดันศาลโดยเราไม่คิดจะทำอยู่แล้ว แต่เห็นว่าการแจกเอกสารชี้แจงเป็นเรื่องที่ทำได้โดยกลุ่มคนรักทักษิณที่เป็นผู้ที่หวังดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเพราะสงสารท่าน ไม่ใช่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ที่คิดจะดำเนินการเรื่องนี้เอง โดยส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเองผ่านรายการโทรทัศน์ ทอล์ค อะราว เดอะ เวิล์ด ช่วงเย็นทุกวันอังคาร ซึ่งจะทยอยชี้แจงข้อเท็จจริงตอบประชาชนแบบเป็นซีรีย์ ลำดับเรื่องราวเป็นตอนๆ

 “ ไม่ว่าคดีนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร ไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยยังคงต้องอยู่ ความจริงยังต้องมีอยู่ ซึ่งความจริงก็คือความจริง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายกับใคร ก็คือความจริงที่ควรต้องถูกบันทึกไว้ ” นายนพดล ระบุ

ขณะที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.20 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีฮิวแมนไรท์ส์วอทช์ เอเชีย ในลักษณะเดียวกัน พร้อมกับตำหนิรัฐบาลตำรวจกรณีที่ดำเนินคดีกับพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

 
 บัวแก้วโต้ฮิวแมนไรท์มองทุกเรื่องผิวเผินไม่คำนึงข้อเท็จจริง

 กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ชี้แจงโดยนางสาววิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นเพียงฉบับหนึ่งในบรรดารายงานขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆ จำนวนมาก และในรายงานฉบับนี้เองไทยก็เป็นเพียงหนึ่งในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ที่ถูกกล่าวพาดพิง

 ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวสารนิเทศของ HRW ที่ได้เผยแพร่พร้อมรายงานดังกล่าว เอ็นจีโอกลุ่มนี้ให้ความสนใจเฉพาะด้านปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นที่เข้าใจได้ แต่ข่าวสารนิเทศและเนื้อหาส่วนใหญ่ของรายงานเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน โดยมองทุกเรื่องอย่างผิวเผิน และมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงต่างๆ และพัฒนาการที่เป็นบวกจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา เป็นผลให้รายงานดังกล่าววาดภาพที่ไม่สมดุลเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย ซึ่งทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าไทยกำลังก้าวถอยหลังในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงพัฒนาการต่างๆ ที่ไทยประสบผลสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมาในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนตลอดจนสวัสดิการของประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่มีความจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการเรียนฟรี 15 ปี และสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ การป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และการลงทะเบียนบุตรแรงงานต่างด้าวเพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้อยู่กับบิดามารดาในประเทศไทย

 ขณะเดียวกัน ไทยในฐานะประธานอาเซียนยังสามารถผลักดันข้อริเริ่มต่างๆ จำนวนมากในอันที่จะส่งเสริมหลักการของสิทธิมนุษยชนในระดับภูมิภาค อาทิ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และการจัดการพบปะระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนภาคประชาสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยสำคัญในการทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางตามที่ไทยได้ตั้งวิสัยทัศน์ไว้สำหรับการเป็นประธานอาเซียนของไทย

 นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงประเด็นเฉพาะบางประเด็นที่รายงานฉบับดังกล่าวได้พาดพิงไทยอย่างเกินจริง เช่น การใช้คำว่า “ปราบปราม” (“crack down”) เมื่อกล่าวถึงการชุมนุมต่างๆ ทางการเมือง ซึ่งในเรื่องนี้นั้น แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะประสบปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า การเปิดให้ประชาชนชาวไทยทุกคนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญซึ่งรวมถึงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและการชุมนุมโดยสงบ เป็นหลักการสำคัญที่รัฐบาลยึดมั่นมาโดยตลอด ทั้งนี้ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะใช้ความอดกลั้นและหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด และแม้เมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์จลาจลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ก็ได้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตของทุกๆ ฝ่าย โดยกระสุนจริงถูกใช้ในการยิงขึ้นฟ้าเพื่อเตือนให้ผู้ชุมนุมถอยจากบริเวณที่เกิดจลาจล และกระสุนปลอมจะถูกใช้เฉพาะในกรณีที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนเข้าหาเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดมิว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองใดหรือกรณีใดก็ตาม ก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการแบ่งแยกหรือใช้สองมาตรฐาน

 สำหรับกรณีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้การใช้กฎหมายพิเศษเป็นไปโดยโปร่งใส และได้ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อให้สามารถหาผู้รับผิดชอบในกรณีต่างๆ ที่มีการใช้อำนาจพิเศษโดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับปรุงระบบการรับเรื่องร้องทุกข์เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ และการขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฉุกเฉินในแต่ละครั้งจะต้องผ่านการพิจารณาประเมินอย่างละเอียดรอบคอบ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เริ่มทดลองนำ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ ซึ่งมีความเข้มงวดน้อยกว่า มาใช้แทนกฎอัยการศึกในพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลา ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้เนื้อหาของรายงานฉบับดังกล่าวของ HRW เองจะยอมรับความคืบหน้าในด้านการส่งเสริมความโปร่งใสของการบังคับใช้กฎหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ข่าวสารนิเทศของHRW กลับสื่อความหมายไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศยังได้ยืนยันอย่างหนักแน่นด้วยว่า ไทยไม่ยินยอมให้ผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ต้องรับโทษ ซึ่งเรื่องนี้ ฝ่ายต่างๆ ไม่ควรตั้งข้อสงสัยต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ถึงแม้ว่ากระบวนการทางกฎหมายจะใช้เวลานานบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติและเป็นเช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่มัสยิดอัลฟุรกอน จ. นราธิวาส รัฐบาลได้ประณามการกระทำดังกล่าว และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเร่งดำเนินการสืบสวนโดยไม่ด่วนสรุปว่าเป็นการลงมือของกลุ่มใด ซึ่งเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ผู้ต้องสงสัยรายสำคัญก็ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว ขณะเดียวกัน คดีการเสียชีวิตของนายยะผา กาเซ็ง ก็ได้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว และนายทหารที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการลงโทษทางวินัยไปแล้วในเบื้องต้น

 สำหรับเรื่องของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกอ้างถึงนั้น รัฐบาลตระหนักดีถึงปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว โดยรัฐบาลได้จัดตั้งกลไกขึ้นใหม่ในรูปของคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันมิให้มีการตีความกฎหมายนี้ตามอำเภอใจ หรือใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความชัดเจนในแง่ของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ เพื่อพิทักษ์สถาบันสำคัญของชาติที่ไม่สามารถป้องกันตนเองได้โดยวิธีการอื่น และป้องกันมิให้สถาบันถูกดึงเข้าสู่วังวนความขัดแย้งของประชาชน

 ประเด็นสุดท้าย การส่งกลับชาวม้งลาว รายงานของ HRW ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ไทย โดยเฉพาะไม่ได้คำนึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ไทยได้ดำเนินมาอย่างยาวนาน และความรุนแรงของปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่ไทยต้องรับภาระมาโดยตลอด ปัจจุบัน ไทยยังคงให้ที่พักพิงแก่ผู้หนีภัยสู้รบชาวพม่ากว่า 100,000 คน ที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ และในขณะที่ไทยต้องรับภาระที่หนักหน่วงนี้ ไทยก็ยังคงร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดเพื่อหาทางออกสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

 แม้ว่าชาวม้งลาวเหล่านี้จะอยู่ในฐานะผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไทย แต่ไทยก็ได้ให้ที่พักพิงและร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศตลอดจนเอ็นจีโอต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมาอย่างไม่หยุดยั้ง และในการหาทางออกระยะยาวที่ยั่งยืน ไทยได้รอจนกระทั่งได้รับความมั่นใจว่าชาวม้งลาวเหล่านี้จะได้รับความปลอดภัยและสามารถเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามได้ ก่อนที่ไทยจะตัดสินใจดำเนินการส่งกลับดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการส่งกลับเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา ก็ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระบบ และปลอดภัย บนพื้นฐานของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการด้านมนุษยธรรม โดยมิได้มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินการ ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การดำเนินการทั้งหมดได้รับความเข้าใจและความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกลุ่มชาวม้งลาว โดยไม่ปรากฏข่าวว่าชาวม้งลาวกลุ่มนี้ หรือกลุ่มที่ได้เดินทางกลับไปก่อนในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ประสบความยุ่งยากลำบากใดๆ และด้วยคำมั่นสัญญาของรัฐบาลลาว ประเทศที่สามอื่นๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะรับชาวม้งลาวที่เดินทางกลับเหล่านี้ ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศของตน