
คลังชงออกระเบียบคุมเบิกงบค่ารักษาเล็งตัดยาลดจำนวนวันประหยัด 5พันล.
กรมบัญชีกลางตื่นคุมเข้มตัดงบค่ารักษาพยาบาลชงแผนให้ครม.อนุมัติ เล็งลดค่าใช้จ่ายปีนี้ได้ 4-5 พันล้านบาท หวั่นปล่อยไว้งบเพิ่มแบบก้าวกระโดด ชี้ต่อไปห้ามสั่งจ่ายยาเก็บไว้ใช้นาน 3-6 เดือน ลดให้ยาบำรุง-วิตามิน
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแนวทางการปรับปรุงโครงการค่ารักษาพยาบาลทั้งระบบ เพื่อควบคุมให้ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน หลังจากพบว่า การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว มีแนวโน้มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดทุกปี เช่นปี 2552 มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากปี 2551 ที่อยู่ในระดับ 4.8 หมื่นล้านบาท
"ขณะนี้กรมบัญชีกลาง กำลังเร่งควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทั้งในส่วนของข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อควบคุมการเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคมควบคุมดูแลการเบิกจ่ายงบประจำส่วนนี้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างจริงจัง โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม. เพื่อออกกฎระเบียบพร้อมกับกระทรวงแรงงานที่ดูแลประกันสังคมในเร็วๆ นี้" นพ.พฤฒิชัย กล่าวและว่า ปีนี้กรมบัญชีกลางตั้งเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ได้ประมาณ 4-5 พันล้านบาท โดยจะเน้นไปที่การควบคุมการเบิกจ่ายยาของผู้ป่วยนอก และกลุ่มยาที่ไม่ใช่ยารักษา เช่น วิตามิน และยาบำรุง
นอกจากนั้นยังรวมไปถึงให้มีการดูแลเข้มงวดเกี่ยวกับจำนวนวันในการสั่งจ่ายยา เช่น ที่ผ่านมามีการจ่ายยาบำรุงครั้งเดียวเป็นจำนวนมาก เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน ซึ่งเห็นว่าจำนวนวันในการจ่ายยาดังกล่าวมากเกินไป ต้องปรับลดระยะเวลาให้น้อยลงตามความเป็นจริง
นอกจากนั้น ที่ผ่านมายังพบปัญหาที่มีผู้ป่วยบางรายที่มีโรคชนิดเดียวกัน แต่รักษาหลายโรงพยาบาล ซึ่งทำให้รัฐเสียงบประมาณจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่พบว่าเป็นการเบิกจ่ายยานอกที่มีราคาแพง โดยที่ผ่านมาพบผู้กระทำผิดหลายราย และมีการดำนินคดีเรียกค่าปรับแล้วเป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท



