ข่าว

ธปท.หวั่นครึ่งปีหลังเงินเฟ้อพุ่งส่งสัญญาณต้องขึ้นดบ.

ธปท.หวั่นครึ่งปีหลังเงินเฟ้อพุ่งส่งสัญญาณต้องขึ้นดบ.

22 ม.ค. 2553

ธปท.ยังไม่เพิ่มเป้าจีพีดี ชี้ยังมีความไม่แน่นอน ห่วงเงินเฟ้อพื้นฐานหลุดกรอบบนครึ่งปีหลัง อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้น-ค่าเงินบาทผันผวน หลังจีนสั่งคุมเข้มสินเชื่อแบงก์ลดความร้อนแรง

 นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจมีทิศทางฟื้นตัวสูงขึ้น แต่ ธปท.ยังคงอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2553 ไว้ในอัตรา 3.3-5.3% เท่าเดิม เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง จากเศรษฐกิจอาจขยายตัวได้ช้ากว่าที่ประเมินไว้ ภาครัฐมีการเบิกจ่ายงบต่ำกว่าที่คาด ปัญหาการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดยังไม่ได้ข้อยุติ ขณะที่การเมืองยังไร้เสถียรภาพ

 "สิ่งที่ ธปท.วิตกคือ เกรงว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอาจหลุดกรอบบนได้ในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ซึ่งหากพบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานอาจหลุดเป้า เราต้องรีบดำเนินการปรับดอกเบี้ย และหากคงดอกเบี้ยต่ำเอาไว้นานจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อได้ โดยเฉพาะราคาของสินทรัพย์จะเปลี่ยนแปลง จนอาจกลายเป็นฟองสบู่ได้" นายไพบูลย์กล่าวและว่า อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรกของปีนั้น เป็นผลมาจากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำในปี 2552 แต่ปัจจัยเสี่ยงในระยะต่อไปคือ ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจผันผวน

 ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตามองในปี 2553 คือ โอกาสการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรมอาจสะดุดและสถาบันการเงินยังมีข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ การไหลเข้าออกของเงินทุนทำให้อัตราแลกแลกเปลี่ยนมีโอกาสผันผวนมากขึ้น นอกจากนี้ต้องเฝ้าระวังเรื่องเสถียรภาพการเมืองในประเทศ และการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอีกด้วย

 ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นผันผวนอย่างหนัก โดยในช่วง......มีการเทขายออกมามาก แต่มีแรงซื้อกลับหลังกลุ่มเสื้อแดงมีมติไม่ไปชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 714.10 จุด ลดลง 4.89 จุด มูลค่าซื้อขาย 2.2 หมื่นล้านบาท

 นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ดัชนีหุ้นลดลงในช่วงนี้ มีสาเหตุหลักจากปัจจัยภายนอก กรณีจีนออกมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน ประกอบกับหุ้นไทยปรับขึ้นมาต่อเนื่อง จึงมีการปรับฐานเทขายทำกำไร ส่วนการเมืองในประเทศอาจมีผลกระทบทางจิตวิทยาทำให้นักลงทุนกังวลบ้าง

 ขณะที่ค่าเงินบาทในช่วงเช้าอ่อนค่าสุดของวันที่ 32.99-33.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นในช่วงท้ายตลาด มาอยู่ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งขึ้นตามค่าเงินของยูโรและค่าเงินเยน