ข่าว

ธปท.ยันเพรซิเดนท์ฯทำ9แบงก์เสียหาย6.2พันล้าน

ธปท.ยันเพรซิเดนท์ฯทำ9แบงก์เสียหาย6.2พันล้าน

22 ม.ค. 2553

ธปท.ยันเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ทำ9 แบงก์เสียหายแค่ 6,234 ล้านบาท เท่านั้น ทุกแบงก์ได้ตั้งสำรองและตัดเป็นหนี้สูญไปเมื่อปี 50 แล้ว หลังธปท.ตรวจพบมีการผิดนัดชำระเมื่อปี 48 ย้ำขณะนี้อำนาจทุกอย่างมอบให้ดีเอสไอจัดการ เหตุมีอำนาจมากกว่า รมว.ยธ.ไฟเขียวสอบผู้บร

 นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ที่ทำความเสียหายให้กับระบบธนาคารพาณิชย์นั้น จากข้อเท็จจริง นั้นพบว่ามียอดความเสียหายที่ธปท.ดูแลอยู่ พบว่ามีอยู่ 6,234 ล้านบาท เฉพาะเงินต้น เท่านั้น โดยกระจายไปอยู่ใน 9 แบงก์ด้วยกัน ซึ่งยอดหนี้ดังกล่าว ทุกแบงก์ได้ทำการตัดเป็นหนี้สูญและมีการตั้งสำรองเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมี่อปี 2550 เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2548-2549 เพราะธปท.ตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้มีการผิดนัดชำระหนี้ และมีการไปกู้ยืมจากหลายแห่ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ จึงได้สั่งให้ทุกแบงก์ไปตรวจสอบสต๊อกข้าวทั้งหมด หากพบว่ามีใครทุจริตก็ให้ทำการตรวจสอบด้วย ซึ่งเรื่องนี้ธปท.ได้ดำเนินการสั่งให้ทุกแบงก์ปฏิบัติตามไปตั้งแต่เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมาแล้ว

 “ข้อเท็จจริงของ 9 แบงก์ มีความเสียหายเฉพาะเงินต้นอยู่ที่ 6,234 ล้านบาทเท่านั้น และทุกแบงก์ได้ตั้งสำรองและตัดเป็นหนี้สูญไปตั้งแต่ปี2550แล้ว เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยจึงหยุดเดินไปตั้งแต่ปี 2550 ด้วยเช่นกัน ณ ปัจจุบันจึงไม่มีผลกระทบต่อระบบแบงก์ โดยระบบแบงก์มีเงินกองทุนสูงถึง 15.9% ส่วนวงเงินความเสียหาย 33,000 ล้านบาท นั้นไม่ทราบว่าดีเอสไอเอามาจากไหน”

 นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า คดีนี้ ธปท.ได้มอบให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้ามาดำเนินการเพราะมีอำนาจจัดการได้มากกว่าธปท.รวมถึงสามารถนำผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้บริหารแบงก์มาดำเนินการได้แม้ว่าผู้บริหารแบงก์จะลาออกไปแล้วดีเอสไอก็สามารถนำมาลงโทษได้ และคดีประเภทนี้ดีเอสไอจะมีความชำนาญกว่า และคดีของดีเอสไอก็ถือว่าแรงกว่าคดีของธปท.ดำเนินการ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ทุกอย่างจึงอยู่กับที่ดีเอสไอ

 สำหรับกรณีเรื่องการกำกับดูแลนั้น ธปท.ได้เพิ่มความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว แต่คนที่นำกฎเกณฑ์ไปปฏิบัตินั้นไม่ยอมปฏิบัติตาม แต่ยอมรับว่าช่วงหลังปี 2548 ธปท.ได้ให้ทุกแบงก์วางระบบการบริหารความเสี่ยงและมีการรัดกุมเรื่องการปล่อยสินเชื่อมากกว่าเดิม ซึ่งธปท.จะดูที่กระบวนการบริหารความเสี่ยง แต่จะไม่เข้าไปดูลูกหนี้เป็นรายๆ ส่วนกรณีบริษัทดังกล่าวได้มีการตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ นั้น แต่ละแบงก์ก็ต้องพิจารณาดูเอาเอง

 “ หากดีเอสไอพบว่าผู้บริหารแบงก์ไม่รอบคอบ ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เลยเพราะอำนาจดีเอสไอมีมากกว่าธปท. เวลาฟ้องนั้นต้องใช้กฎหมายหลายฉบับ และย้ำว่ารายนี้เกิดขึ้นเมื่อปี2548 เนื่องจากลูกหนี้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ทำให้เราสงสัย จึงได้สั่งให้ทุกแบงก์ตรวจสอบกระบวนการบริหารความเสี่ยงและเช็คสต๊อกข้าว เพราะรายนี้เขาเอาสต๊อกข้าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ”

 รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ระบุว่า กรณีที่ ดีเอสไอ ออกมาระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง และธนาคารพาณิชย์ของรัฐอีก 1 แห่ง ถูกบริษัทแห่งหนึ่งนำหลักฐานการทำสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรกับต่างชาติมาคำประกันเงินกู้ และมีการทำเอกสารปลอม ทำให้ธนาคารเสียหาย 33,000 ล้านบาทนั้น เป็นกรณีของบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 43-45 ธนาคารพาณิชย์ได้ปล่อยเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียน วงเงินรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท แต่มูลหนี้ที่ดีเอสไอระบุ 33,000 ล้านบาทนั้น เป็นเงินต้น บวกดอกเบี้ยคงค้าง และเบี้ยปรับ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวได้หยุดชำระหนี้มาเป็นเวลานาน

 สำหรับธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง อาทิ ธนาคารกรุงไทย 2,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 1,400 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 2,200 ล้านบาท ธนาคารไทยธนาคาร (ปัจจุบันเป็นธนาคารซีไอเอ็มบี) 1,700 ล้านบาท ธนาคารเอชเอสบีซี 1,000 ล้านบาท ธนาคารยูโอบี 580 ล้านบาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 200 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย 140 ล้านบาท และธนาคารสินเอเซีย29 ล้านบาท

 โดยช่วงที่ผ่านมาธนาคารไทยธนาคาร ได้รับความเสียหาย 1,700 ล้านบาท ได้เข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอ เพื่อเข้าไปตรวจสอบการกระทำทุจริตของบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ขณะที่ธนาคารกรุงไทย มีการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง และบริษัท สยาม อินดิก้า จำกัด ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่สินเชื่อของสยาม อินดิก้า มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นจึงปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับสยาม อินดิก้า ภายใต้เงื่อนไข ต้องไปซื้อหนี้บริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ที่ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ พร้อมกับต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม โดยล่าสุดบริษัท สยาม อินดิก้า ยังสามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารกรุงไทยเป็นปกติ

 อิสลามแบงก์ยันเพรซิเดนท์คืนหนี้หมดแล้ว

 รายงานข่าวจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ IBANK  เปิดเผยกรณีที่ปรากฎข่าวระบุ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง  ได้ขอสินเชื่อจากธนาคารในวงเงิน 200 ล้านบาทนั้นว่า ธนาคารยอมรับ ได้เคยปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทเพรซิเดนท์ฯ ในวงเงินดังกล่าวจริง แต่ได้รับชำระหนี้จากบริษัทครบเต็มจำนวน ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.2550  ที่ผ่านมา โดยเงินที่นำมาชำระหนี้ มาจากเงินโอนค่าสินค้า (T/T) และจากตั๋วส่งเรียกเก็บ (D/P Sight)  ซึ่งธนาคารได้รับชำระหนี้ครบเต็มจำนวนแล้ว  ดังนั้นธนาคารขอยืนยันว่า ปัจจุบันบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง และบริษัทในเครือ ไม่มีภาระหนี้กับธนาคารแต่อย่างใด

DSIปูดกรุงไทยอ่วมสุดแบกหนี้เน่าเพรซิเดนท์ อะกริ9.2พันล.

 แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงการปลอมเอกสารกู้ยืมเงินธนาคารของบริษัทเพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด ว่า ดีเอสไอพบการใช้เอกสารปลอมเป็นใบสั่งซื้อข้าว ขออนุมัติวงเงินกู้จากธนาคาร 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย วงเงิน 9,200 ล้านบาท ธนาคารไทยธนาคาร 8,400 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย 7,200 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพ 4,300 ล้านบาท ธนาคารฮ่องกง 2,200 ล้านบาท ธนาคารยูโอบี 1,000 ล้านบาท

 ส่วนการกู้เงินจากธนาคารกสิกรไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินเอเซีย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นการกู้โดยใช้เอกสารฉบับจริง แต่การกู้เงินดังกล่าว มีการแบ่งขออนุมัติกู้ยืมเป็นหลายวงเงิน และขอกู้ยืมหลายครั้ง จึงมีนัยสำคัญว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคาร มีส่วนรู้เห็นกับการอนุมัติวงเงินกู้ที่ผิดปกติ

รมว.ยธ.ไฟเขียวสอบผู้บริหารแบงค์

 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) กล่าวถึงการสอบสวนกรณีบริษัทเพรสซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด นำสัญญาซื้อขายข้าวปลอมไปขอกู้เงินจากธนาคาร 8 - 9 แห่ง จนทำให้เกิดหนี้สูญกว่า 33,000 ล้านบาทว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไฟเขียวให้ดีเอสไอสอบสวนกรณีดังกล่าวอย่างถึงที่สุด เนื่องจากเป็นประเด็นที่สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินของประเทศ ขั้นตอนหลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะเชิญผู้บริหารธนาคารต่างๆ เข้าให้ข้อมูล โดยจะขอให้อธิบายเหตุผลของการอนุมัติเงินกู้วงเงินสูง แต่เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันต่ำ หรือบางกรณีใช้บุคคลธรรมดาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้  นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใดจึงไม่มีการประสานระหว่างธนาคาร เพื่อตรวจสอบข้อมูลถึงการขอกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างๆ ของบริษัทแห่งเดียวกัน อย่างไรก็ตามการสอบสวนของดีเอสไอยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีนักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการอนุมัติเงินกู้ของธนาคารต่างๆ

 นายธาริต กล่าวอีกว่า หากผลการสอบสวนพบความผิดของผู้บริหารธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารของรัฐ จะต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ ซึ่งใช้บังคับกับผู้บริหารธนาคารที่มีส่วนบกพร่องในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้เกิดความเสียหายกับธนาคาร และผู้บริหารธนาคารของรัฐจะต้องรับเพิ่มตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นเดียวกับกรณีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีก 1 กระทง