
ศาลรธน.วินิจฉัยสุรเดช จิรัฐิเติจริญยังเป็นส.ว.ปราจีนฯ
ศาลรธน.วินิจฉัย สุรเดช จิรัฐิเติจริญ ยังเป็นส.ว. ปราจีนฯ ระบุเอกสารคลาดเคลื่อน ทั้งที่ลาออกจากพรรคปชป. เกินห้าปีแล้ว
(22ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดย นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำวินิจฉัย กรณีที่ประธานวุฒิขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 กรณีสมาชิกภาพของนาย สุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ว่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119 ( 4 )และมาตรา 115 ( 6 ) จากกรณีที่นายสุรเดช ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถึง 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด โดยนายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ซึ่งมีข้อที่ต้องวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพความเป็นส.ว.ของนายสุรเดชสิ้นสุดลงหรือไม่ และถ้าสิ้นสุดลงจะเริ่มสิ้นสุดลงเมื่อใด
ขณะเดียวกันผู้ถูกร้องได้ชี้แจงให้เห็นว่า เอกสารมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จึงต้องพิจารณาว่าเอกสารมีความคลาดเคลื่อนจริงหรือไม่ ซึ่งจากพยานหลักฐานของผู้ร้องมีเพียงเอกสารแบบแจ้งจำนวนสมาชิกพรรคการเมืองในรอบปีปฎิทินที่ผ่านมา คือในปี 2545 หรือแบบ ท.พ. 6 ที่ปรากฎชื่อนายสุรเดชว่าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 45 เท่านั้น ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นข้อมูลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้จัดทำและส่งให้แก่นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยปรากฎข้อเท็จจริงว่า มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงหลายแห่ง อาทิ มีชื่อทีไม่สามารถรับรองได้กว่า เจ็ดแสนรายชื่อ อีกทั้งบางคนก็มีหมายเลขสมาชิกซ้ำกัน อีกทั้งหนังสือลาออกระบุว่าออกในวันที่ 13 พ.ค. 2545 แต่เอกสารกลับอ้างว่าสมัครใหม่ในวันที่ 21 พ.ค. 2545 ห่างกันเพียงแปดวัน จึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีการกลับไปสมัครใหม่ จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่านายสุรเดช ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 21 พ.ค. 45 ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด
นายจรูญ กล่าวต่อว่า เมื่อนายสุรเดชไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันดังกล่าว ระยะเวลาที่นายสุรเดชลาออกจากเป็นสมาชิกพรรคในวันที่ 13 พ.ค. 45 จนถึงวันที่นายสุรเดชสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ในวันที่ 21 ม.ค. 41 จึงเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่านายสุรเดชมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ตามมาตรา 156 ( 6 ) และสมาชิกภาพความเป็นส.ว.ของนายสุรเดชไม่สิ้นลงตามมาตรา 119 ( 4 ) ของรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งนี้ศาลอนุญาติให้คู่กรณีคัดสำเนาคำวินิจฉัยได้
ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยนายสุรเดช กล่าวว่า ตนคงไม่ฟ้องกลับกกต. แต่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์ ที่กกต. จะต้องวินิจฉัยให้รอบคอบ เพราะตอนที่ตนสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. และตอนที่รับเลือกเป็นส.ว. ก็ได้ชี้แจงให้กกต.ให้รับทราบแล้ว และพรรคประชาธิปัตย์ก็ยืนยันชัดเจน แต่กกต.ก็ไม่เชื่อ กกต.ไม่ควรยึดติดเอกสารเพียงอย่างเดียวต้องใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยอย่างรอบคอบ เรื่องนี้ถ้าใครไม่โดนก็ไม่รู้ เพราะตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมาก็มีคนมาถามตนว่า ตนสิ้นสมาชิกภาพการเป็นส.ว.หรือยัง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ก็มีการหาเสียงของคู่แข่ง ขณะเดียวกันกกต.ก็ประกาศว่าพร้อมจัดการเลือกตั้ง ตนคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกกต.ก็ทราบเรื่องตั้งแต่การรับรองคุณสมบัติดังนั้น กกต.เองก็ควรทบทวนการทำงานของตัวเองให้มากกว่านี้



