
พี่รับศพ'นนทชัย' เชื่อภาพก่อนวิสามัญ นาทีกลับใจ
พี่ชาย ของผู้ก่อเหตุคลุ้มคลั่ง เผาบ้าน ทำร้ายมารดา ติดต่อรับศพ 2 ผู้เสียชีวิต ตั้งสวดวัดอินทราวาส 3 วัน ก่อนฌาปนกิจเสาร์นี้ ไม่ติดใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ แต่เชื่อภาพสุดท้าย น้องชายเดินเข้าหาตำรวจ ก่อนถูกวิสามัญคือนาทีกลับใจ
จากกรณีที่นายนนทชัย กรานเคารพ เกิดอาการคลุ้มคลั่งเผาบ้านตัวเองและใช้กำลังทำร้ายแม่ สร้างบาดแผลไปทั่วร่างกายอย่างสุดอนาถจนเสียชีวิต ก่อนมาถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม เหตุเกิดบริเวณ ซ.บางพรม 54 ถ.บางพรม แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 มกราคม 2564 ในพื้นที่ สน.บางเสาธง
ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 20 มกราคม 2564 เวลา 14.45 น. นายนพดล กรานเคารพ อายุ 38 ปี บุตรชายคนกลางของนางสุรางค์รัตน์ จ้อยเจือ อายุ 62 ปี และเป็นพี่ชายของนายนนทชัย 2 ผู้เสียชีวิต ได้นิมนต์พระสงฆ์ 1 รูป พร้อมรถตู้บรรทุกร่างผู้เสียชีวิต ทะเบียน ฮอ 5408 กรุงเทพมหานคร จากวัดอินทราวาส (วัดประดู่) ซ.ประดู่ 24 ถ.บางระมาด เขตตลิ่งชัน เดินทางมาติดต่อ แผนกนิติเวช รพ.ศิริราช เพื่อรับศพมารดาและน้องชายไปบำเพ็ญกุศล
โดย นายนพดล กล่าวว่า จะนำแม่และน้องไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดอินทราวาส ตั้งแต่คืนนี้จนถึงคืนวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 2564 รวม 3 วัน ก่อนเข้าสู่พิธีฌาปนกิจในช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 23 มกราคม โดยก่อนจะเผาร่างจะนิมนต์พระไปทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของแม่และน้อง รวมถึงสวดแผ่บุญกุศลทั้งที่บ้านและจุดวิสามัญฆาตกรรมด้วย เพื่อลดความหวาดกลัวของชาวบ้านและเพื่อความสบายใจของคนรอบข้างและคนในชุมชน
นายนพดล กล่าวด้วยว่า แพทย์ระบุสาเหตุการตายของแม่ตนว่า บาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะและคอ ส่วนน้องชายเสียชีวิตเพราะบาดแผลกระสุนปืนผ่านเนื้อสมอง กรณีที่น้องชายตนถูกวิสามัญฆาตกรรม ตนไม่ได้ติดใจใดๆ และคิดว่า น้องชาย น่าจะมีสามัญสำนึกรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างหลังก่อเหตุทำร้ายแม่และเผาบ้าน จึงทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปหาตำรวจ ตามภาพเหตุการณ์ในคลิปที่มีพลเมืองดีถ่ายเอาไว้ได้
หลังเกิดเรื่องตนและญาติๆ แบ่งหน้าที่กันโดยตนเป็นผู้มารับศพและจัดงานเรื่องงานศพ ส่วนญาติๆ จะช่วยกันดำเนินการเรื่องคดีกับทาง สน.บางเสาธง ซึ่งขณะนี้ทราบว่าทางโรงพักได้ประสานเรื่องขอรับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมให้ครอบครัวตนด้วย
เมื่อถามว่าเหตุใดที่ผ่านมาชาวบ้านจึงแจ้งให้ตำรวจมาจับกุมนายนนทชัย อยู่บ่อยๆ นายนพพล ตอบว่า น้องตนมีความผิดปกติทางอารมณ์พอถูกกดดันจากคนรอบข้างก็มีอาการอาละวาดขึ้นมา เรื่องนี้อาจทำให้ญาติๆ หรือชาวบ้านเอือมระอาต้องแจ้งตำรวจมาระงับเหตุ ซึ่งในมุมของเจ้าหน้าที่นั้นตนก็เข้าใจ ที่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้เพราะไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า และน้องชายก็ไม่มีประวัติรักษาอาการทางจิต ที่ผ่านมาจึงมีอยู่เพียงคดีเดียวเท่านั้นคือน้องชายมีอาการกำเริบไปบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลในละแวกนั้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
เท่าที่ทราบคือทาง ตำรวจ สน.บางเสาธง รับแจ้งความเอาไว้แล้วอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำตัวน้องชายไปดำเนินคดี เรื่องนี้ นายนนทชัย ก็คงทราบและเครียดจนเกิดความกดดัน จนมีเหตุการณ์สลดเกิดขึ้นมาดังกล่าว.



