ข่าว

ส่งออก-ท่องเที่ยวแรงหนุนศก.ไทยธ.โลกคาดปีนี้จีดีพีโต3.5%

ส่งออก-ท่องเที่ยวแรงหนุนศก.ไทยธ.โลกคาดปีนี้จีดีพีโต3.5%

21 ม.ค. 2553

ธนาคารโลกมองปีนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.5% ชูการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน ชี้การฟื้นของเศรษฐกิจโลก-ราคาน้ำมันยังเสี่ยง ด้านหอการค้าโอดเงินบาทแข็งเอกชนตกที่นั่งลำบาก อัด ธปท.ให้ข้อมูลเปรียบเทียบผิดพลาด

 น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้อยู่ที่ 3.5% โดยปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นจากปีก่อนคือ การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้มากกว่าปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนน่าจะมีการฟื้นตัวมากขึ้น แต่อาจไม่มากอย่างที่อยากเห็น เนื่องจากมีอัตราการผลิตส่วนเกินอยู่ค่อนข้างมาก

 สำหรับปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่โตตามที่คาดการณ์ไว้ คงอยู่ที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น แต่จะดีขึ้นขนาดไหนอย่างที่คาดไว้หรือไม่ หรือฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนและแรงขนาดไหน เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่และธนาคารโลกเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้วแต่ไม่แข็งแรงมากนัก ซึ่งการฟื้นตัวของโลกได้ปีก่อนส่วนใหญ่มาจากการที่ภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ดังนั้นคำถามตามมาคือปีนี้ความสามารถใช้จ่ายของภาครัฐในการกระตุ้นต่อไปคงมีไม่มากเหมือนเดิม ตอนนี้จึงอยู่ที่ว่าภาคเอกชนจะรับไม้ต่อได้หรือยัง

 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นได้แก่ เรื่องไข้หวัด 2009 ไม่แน่ใจจะกลับมาหรือไม่ และราคาน้ำมันที่เริ่มปรับขึ้น แต่เชื่อว่าคงไม่ขึ้นสูงเหมือช่วง 3-4 ปีก่อนที่เคยสูงระดับ 100 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมทั้งปัจจัยภายในยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ คือความไม่มั่นคงไม่แน่นอนทางการเมือง กระทบต่อนโยบายของรัฐอย่างไรบ้าง และกระทบความมั่นใจของนักลงทุนขนาดไหน รวมทั้งนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในกรณีของมาบตาพุด

 ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะที่ระดับเฉลี่ย 32.91 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าภาคเอกชนกำลังอยู่ในภาวะที่ยากลำบากและบางรายแทบไปไม่รอดอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเอกชนก็ไม่เคยบอกว่าต้องการให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับเท่าใด เพียงแต่ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งและคู่ค้าของไทย ส่วนค่าเงินบาทที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าในระดับที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งนั้น เป็นการเปรียบเทียบตัวเรื่องเดือนต่อเดือน ซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะการเปรียบเทียบค่าเงินนั้นเราต้องเทียบเป็นปีต่อปี หรือเทียบ 12 เดือนที่แล้วกับวันนี้ว่า ค่าเงินบาทของไทยแข็งกว่าคู่แข่งไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว