
450ปีนครหลวงเวียงจัน
ค่ำคืนวันจันทร์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา "สถานีโทละพาบแห่งซาดลาว" (ทซล.3) ได้ถ่ายทอดสดรายการราตรีสโมสรหารายได้สมทบทุนโครงการบูรณะพัฒนา "เดิ่นพะทาดหลวงเวียงจัน" เพื่อฉลองครบรอบ 450 ปี นครหลวงเวียงจัน (ขออนุญาตเขียนตามแบบภาษาลาว "เวียงจัน")
เดิ่นพะทาดหลวง หรือบริเวณลานรอบพระธาตุหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเวียงจัน ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจมหาชนลาวล้านช้าง รวมถึงคนลาวทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง
นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ข้ามโขงไปเยือนเวียงจัน ต้องแวะไปกราบไหว้พระธาตุหลวงเป็นอันดับแรก
ชาวนครหลวงเวียงจัน ได้ถือเอาวันที่ 18 มกรา...เป็นวันแรกของการนับถอยหลังสู่วาระแห่งการฉลองเมืองหลวงอันเก่าแก่ในอีก 9 เดือนข้างหน้า
บทความพิเศษเรื่อง "เวียงจัน เก่าแก่ ฮุ่งเฮือง และฮ้างมาแล้วอย่างใด" เขียนโดย "สาวหนองแส" ตีพิมพ์ในวารสาร "ลานคำ" ได้อธิบายความหมายของคำว่า "เวียงจัน" เอาไว้ว่า เป็นคำประสมคือ เวียง+จัน
"เวียง" เป็นคำลาวเดิม หมายถึงกำแพงรายล้อมค่าย "จัน" มาจากคำบาลี "จันทน์" ซึ่งเป็นชื่อไม้หอมชนิดหนึ่ง เวียงจัน จึงมีความหมายว่า เมืองที่มีไม้จันหอม
ทำไมต้อง 450 ปี? ผู้เขียนบทความชิ้นนี้ระบุว่า ถึงเวียงจันจะเป็นเมืองเก่าแก่ แต่มิได้เป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างมาตั้งแต่แรก
นครหลวงเวียงจัน เป็นราชธานี และรุ่งเรืองขึ้น ตั้งแต่ ค.ศ.1560 สมัยล้านช้างร่มขาว "พะเจ้าไซยะเชดถาทิลาด"
ฉะนั้น เมืองเวียงจัน จึงครบรอบ 450 ปี ในปี ค.ศ.2010 ซึ่งเป็นยุคสมัยของล้านช้างร่มแดง ภายใต้การนำพาของ "พักปะซาซนปะติวัดลาว"
ถามว่า เวียงจัน เป็นเมืองฮ้างแต่เมื่อใด?
มีคำตอบในบทความชิ้นนี้เช่นกัน ซึ่งคนไทยต้องทำใจรับฟังข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในบทที่ว่าด้วย "สงครามข้ามโขง บางกอก-เวียงจัน"
"ด้วยความเคียดแค้นส่วนพระองค์ต่อ "พะเจ้าอะนุ" และกำราบศัตรูอื่นๆ ในพระราชอาณาจักร กษัตริย์สยามรัชกาลที่ 3 จึงมีพระราชอาญาสั่งทำลายเวียงจันให้ราบคาบ ไม่ให้เหลือแม้แต่ต้นไม้ต้นเดียว ให้ฟันทิ้งแล้วสุมไฟปานเผาไร่ แม้แต่ทรัพย์สมบัติทางวัฒนธรรมอื่นๆ ก็จุดเผาทิ้งและขุดค้นขนไป เช่น พระพุทธรูป หนังสือผูกใบลาน และที่เลวร้ายที่สุด คือ พลเมืองชาวเวียงจัน ซึ่งเป็นทรัพยากรล้ำค่าของประเทศ ก็ถูกกวาดต้อนออกไปจากแผ่นดินจนเกลี้ยง..."
ขอย้ำ นี่คือเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ที่ถูกบันทึกโดยคนลาว!
ปัจจุบัน พลเมืองชาวเวียงจัน พ.ศ.โน้น ได้ปักหลักสร้างถิ่นฐานในหมู่บ้านย่านตำบลของภาคกลางหลายจังหวัด อาทิ นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และชลบุรี รวมถึงบางชุมชนในเขตกรุงธนบุรี
ผมก็เป็นหนึ่งในหลานเหลนโหลนของบรรพบุรุษชาวเวียงจัน ผู้ข้ามโขงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตีนเขาใหญ่ ฝั่งนครนายก
ผลแห่งสงครามคราวนั้น "เวียงจัน ตกอยู่ในสภาพเป็นเมืองร้าง เงียบเหงา อยู่เกือบศตวรรษ..."
นิตยสาร "ลานคำ" ของลูกสาวมหาปราชญ์เมืองลาว ได้นำภาพเก่ามาตีพิมพ์คือ ภาพหอพระแก้ว ที่ถูกไฟเผาเหลือแต่ซาก ภาพนี้คงไม่มีคำอธิบายอะไรให้มากไปกว่านี้
ฤดูกาลผ่านผันมาถึง พ.ศ.นี้ เรื่องเก่า ภาพเก่า ก็เป็นบทบันทึกแห่งกาลเวลา ผมคิดว่า ไม่มีใครคิดฟื้นฝอยหาตะเข็บ คงปล่อยให้เป็นเรื่องของนักประวัติศาสตร์จะต้องชำระสะสาง
ที่สำคัญ เวียงจัน...นครหลวงใหม่ของล้านช้างร่มแดง กำลังก้าวรุดหน้าไปสู่ลู่แข่งขันโลกาภิวัตน์เกม ด้วยความมั่นใจในศักยภาพของชาติที่มีพลเมือง 6 ล้านคน
450 ปี เป็นแค่ตัวเลขที่ "พักปะซาซนปะติวัดลาว" ต้องการบอกให้คนรุ่นหลังรู้ว่า "เฮาเป็นซาดที่มีปะหวัดสาด"
เนื่องจากคนรุ่นใหม่ลาวกับไทย มีทัศนคติเหมือนกันคือ "ย่องยอวัดทะนะทำต่างซาดหลายกว่าซาดตัวเอง"



