ข่าว

ไปเชียงใหม่

ไปเชียงใหม่

22 ม.ค. 2553

ผมเพิ่งกลับจากเชียงใหม่มาครับหลังจากรอนแรมโดยรถยนต์เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งใช้เวลานานกว่าการเดินทางโดยเครื่องบินในเส้นทางนี้ที่ใช้อยู่เป็นประจำ แต่ก็ทำให้ได้พบได้เห็นเรื่องราวและชีวิตผู้คนสองข้างทางมากขึ้นตามไปด้วย จำได้ลางๆ

 ว่าครั้งแรกที่ผมไปเชียงใหม่ทางรถยนต์ก็ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ตอนนั้นที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่งมีกิจการรถขนส่งสินค้า ช่วงปิดเทอมใหญ่เขาก็ชวนผมกับเพื่อนๆ อีก 3-4 คน ขึ้นรถบรรทุกไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน ขาไปก็ขนปูนซีเมนต์ไป พวกเราก็เลยมีผมสีเทาๆ กันถ้วนหน้าเพราะฝุ่นปูน ขากลับก็บรรทุกกระเทียมกลับมา เล่นเอาเนื้อตัวมีกลิ่นกระเทียมติดตัวไปหลายวัน แม้ว่าการเดินทางคราวนั้นจะทุลักทุเลแต่สนุกไม่รู้ลืม แต่ปีนี้อายุปูนนี้ให้นั่งรถบรรทุกไปก็คงจะไม่ไหวแล้วล่ะครับ

 สิ่งแรกที่ผมเรียนรู้จากการเดินทางคราวนี้ก็คือเส้นทางคมนาคมของบ้านเรามีระบบเชื่อมโยงที่ค่อนข้างดีและอยู่ในสภาพที่ได้มาตรฐาน เว้นแต่ช่วงจากจังหวัดตากมากำแพงเพชรที่ออกจะขรุขระอยู่หลายสิบกิโล และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทางไกลอันได้แก่ห้องสุขาทั้งของราชการอย่างกรมทางหลวงและตำรวจทางหลวง และของเอกชนไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านกาแฟริมทาง ก็สะอาดสะอ้านไม่น้อยหน้าประเทศอื่น-ห้องสุขานี่ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวเชียวนะครับ หลายๆ ประเทศ อะไรๆ ก็ดีหมด มาสอบตกตรงห้องสุขาเรื่องเดียวยกตัวอย่างก็คือเมืองจีน ที่ถึงแม้เวลานี้ห้องสุขาจะดีขึ้นกว่าสมัยก่อนมากแล้ว แต่นักท่องเที่ยวหลายๆ คนก็ยังฝังใจในภาพเก่าๆ ที่เป็นเสมือนฝันร้ายมาจนถึงทุกวันนี้ และชาวจีนบางส่วนก็ยังติดนิสัยเดิมๆ ในการใช้ห้องสุขาอยู่ โดยมิได้เปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย

 สิ่งที่สองที่ได้จากการเดินทางคราวนี้ก็คือการพบว่าเมืองไทยของเรายังมีโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมาย ซึ่งเราอาจไม่รู้จักหรือผ่านเลยไปเพียงเพราะอยู่นอกเส้นทางสายหลักหรือหนทางที่เราเดินทาง ซึ่งจะโทษว่าเป็นความผิดของนักท่องเที่ยวก็คงไม่ได้ เพราะการท่องเที่ยว และท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงและรู้จักสถานที่นั้นๆ ดีกว่าใคร น่าจะหาทางโฆษณาประชาสมพันธ์หรืออย่างน้อยๆ ก็ติดป้ายบอกให้รู้ให้เห็นกันเป็นระยะๆ เพื่อให้เกิดสะกิดตาสะกิดคนที่เดินทางผ่านไป และจะได้แวะเที่ยวแวะชมบ้าง

 สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องทางประวัติศาสตร์ ที่น่าจะใช้เป็นตัวเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวในแบบร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกันทำนองมหากาพย์ โดยเฉพาะจังหวัดหรือเมืองเก่าที่มีความเกี่ยวข้องผูกพันกันในอดีตทั้งเช่น ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ ก็จะทำให้โบราณสถานซึ่งปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ และกระจัดกระจายกันอยู่ ขยายใหญ่ขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นแบบรูปต่อจิกซอว์ อันอาจเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยให้เด็กไทยสนใจและเข้าใจประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับที่สนใจประวัติศาสตร์เกาหลีซึ่งเป็นผลพวงมาจากอิทธิพลของละครโทรทัศน์เกาหลีที่กำลังฮิตและฮอตอยู่ในเมืองไทยเวลานี้

 ไปเชียงใหม่คราวนี้ ยังมีโอกาสได้พบกับเพื่อนฝูงหลายคน นอกจากปรารภกันด้วยความห่วงใยถึงเรื่องบ้านเมืองแล้ว ก็ไม่พ้นที่จะคุยกันถึงเรื่องศิลปวัฒนธรรม บางคนก็บ่นเรื่องหนังไทยบางคนก็บ่นเรื่องละครโทรทัศน์ และบางคนก็ฮึมฮัมเรื่องวรรณกรรมและหนังสือหนังหา-ที่น่าประหลาดใจก็คือเรื่องที่เราพูดกันวันนี้นั้น ยังคงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่เราเคยพูดกันเมื่อ 10-20 ปีก่อนอย่างแทบไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่นัก กล่าวโดยสรุป คนไทยยังรื่นรมย์กับการเสพศิลปะที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งภาพยนตร์ ดนตรี ละครทีวี และวรรณกรรม ขณะที่ศิลปะของไทยเองสถิตเสถียรจนแทบจะไม่ขยับเขยื้อน

 ไปเชียงใหม่คราวนี้ ขึ้นต้นด้วยกระทรวงคมนาคมและการท่องเที่ยวฯ แล้วจบลงที่กระทรวงวัฒนธรรมก็แล้วกันครับ