
สาทิตย์ให้เครือข่ายปุ๋ยปูแดงตั้งตัวแทนเจรจาสคบ.
สาทิตย์ ให้ เครือข่ายปุ๋ยปูแดง ตั้งตัวแทน 5 คน เจรจา สคบ. หลังม็อบบุกสภา โวยถูกจับแชร์ลูกโซ่ ไม่โปร่งใส
(21ม.ค.) นายมานิตย์ นาเมืองรักษ์ แกนนำตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยปูแดง ไคโตซาน จ.ร้อยเอ็ด ได้นำสมาชิกกว่า 300 คน เดินทางมายังรัฐสภาประท้วงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าจับกุมผู้บริหารบริษัทเบสท์ 59 จำกัดในข้อหาประกอบการแชร์ลูกโซ่ โดยได้เปิดปราศรัยบนรถปิคอัพโจมตีการเข้าจับกุมครั้งนี้อย่างรุนแรง พร้อมทั้งยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่เป็นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตดีขึ้น โดยกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งโพกผ้าสีขาว ถือป้ายโจมตีภาครัฐอย่างดุเดือด ได้นำผลมันสำปะหลังที่ใช้ผลิตภัณฑ์ปูแดง ไคโตซาน มาแสดงให้สื่อมวลชนได้เห็นความแตกต่างก่อนที่จะใช้มีน้ำหนักไม่ถึง 10 กิโลกรัม แต่หลังใช้มันสำปะหลังมีน้ำหนักถึงไม่ต่ำกว่า 50 กิโลกรัม
สมาชิกรายหนึ่ง เปิดเผยว่า สำหรับธุรกิจปูแดงนั้นเน้นที่การใช้ผลิตภัณฑ์ เมื่อใช้ดีแล้วจึงแนะนำให้เพื่อนใช้ โดยจะได้ส่วนแบ่งจากการขายชิ้นละ 25-30 เปอร์เซนต์ และค่าแนะนำประมาณ 10-20 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าหาสมาชิกได้เป็นคู่จะได้รับทันที 700 บาท ไม่ได้เป็นแชร์ลูกโซ่แต่อย่างใด ตอนนี้เกษตรกรในภาคอิสานจำนวนมากใช้ปูแดงไคโตซาน เป็นประจำกันแล้ว ถ้ารัฐบาลจะให้เลิกเกษตรกรจะลุกฮือด้วยความไม่พอใจ เพราะจะหาที่ซื้อไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามข้อมูลแผนการตลาดของทางบริษัท กลับถูกการ์ดที่อยู่ในชุดดำท่าทางน่าเกรงขาม เดินเข้ามาห้ามปรามนักข่าวไม่ให้ถาม พร้อมทั้งดุว่าสมาชิกที่ให้สัมภาษณ์ให้งดให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนให้ฟังข่าวจากแกนนำเท่านั้น
อย่างไรก็ตามนายกาย ไพรินทร์ ประธานชมรมกลุ่มพลังเครือข่ายขายตรง ที่ชุมนุมประท้วงคำสั่งปิดบริษัท เบสท์ 59 จำกัด ตั้งแต่ช่วงเช้า ได้อ่านแถลงการณ์ได้อ่านแถลงการณ์หน้ารัฐสภา โดยมีเนื้อหา ว่าสาเหตุที่ออกมาเคลื่อนไหวเพราะได้รับการร้องทุกข์เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถบรรเทาทุกข์ให้ประชาชนได้ การสั่งปิดบริษัท เบสท์ 59 จำกัด หรือ ปูแดง ไคโตซาน โดยถูกตั้งข้อหาร้ายแรงเกหินกว่าเหตุจาก สคบ. และดีเอสไอ ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ทั้งที่ไม่มีผู้เสียหายหรือเจ้าทุกข์ ก่อนที่จะมีการสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ส่อถึงการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมกับประชาชนที่ทำมาหากิน
ดังนั้นนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และรัฐมนตรีที่ดูแล 2 หน่วยงานนี้ ต้องดูแลว่ามีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เพราะมีข่าวว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้ร้องเรียนให้ สคบ.มาสอบ ด้วยการลงขันกันเป็นเงินถึง 20 ล้านบาท เพื่อโค่นล้มบริษัทปูแดงที่เป็นของคนไทย ที่กำลังได้รับความนิยมมาก ที่สำคัญกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ยังมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับคนระดับบิ๊กใน สคบ.ด้วย จึงต้องขอความเป็นธรรมดังนั้น
1.รัฐต้องหาทางเยียวยาความทุกข์ยากของประชาชนที่เป็นสมาชิกปูแดงฯ โดยด่วน 2. นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ หรือรัฐมนตรีที่ดูแล 2 หน่วยงานนี้ ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคดีดังกล่าว ว่ามีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ และให้ตรวจสอบย้อนหลังด้วยว่า ทุกบริษัทที่ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ก่อนที่ สคบ.จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาต มีผู้เสียหายหรือถูกฉ้อโกงมาก่อนหรือไม่ หรือทำไปบนการคาดเดา 3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อสอบพฤติกรรม เลขาฯ สคบ. ว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์กับกลุ่มบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่หรือไม่ 4. ขอให้ยกเครื่องกฎหมายขายตรงทั้งระบบ เพราะปัจจุบันมีการเอื้อประโยชน์กับบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่เกินไป ทำให้รายเล็กรายน้อย หรือบริษัทคนไทยไม่สามารถแข่งขันได้ 5. ดีเอสไอต้องหยุดให้สัมภาษณ์ประกาศหาผู้เสียหายเพื่อสร้างหลักฐานย้อนหลัง เพราะถือเป็นความไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง
การออกมาเคลื่อนไหวของชมรมฯในครั้งนี้ ถือว่าบรรลุเป้าหมายทุกประการ ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของหน่วยงานรัฐให้สังคมรับทราบว่า มีพฤติกรรมอำพรางอย่างไร ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยเรื่องเหล่านี้มาก่อน ปัจจุบันชมรมฯมีสมาชิกแบบลับๆ ซึ่งเป็นระดับองค์กรเกือบ 30 บริษัท มีสมาชิกที่เป็นตัวบุคคลกว่า 2,500 คน จึงหวังว่ารัฐบาลที่ขึ้นชื่อว่ามือสะอาด จะให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องเหล่านี้ ซึ่งทางชมรมฯจะติดตามดูอย่างใกล้ชิดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสาทิตย์ ได้ออกไปรับหนังสือจากตัวแทนชมรมฯ พร้อมกันนี้ได้ขอให้ทางชมรมฯตั้งตัวแทนของกลุ่มจำนวน 5 คน มาเจรจากับทาง สคบ.ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือต่อไป



