
รีบๆ แก้ มีคนรออยู่ !
จะว่าไปก็แค่ "พิธีกรรม" เท่านั้น สำหรับสองหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย กับ ชาติไทยพัฒนา ที่นั่งแป้นจับมือเป็นพันธมิตรจะแก้รัฐธรรมนูญ และอาจจะยาวไปจนถึงวันเลือกตั้งใหม่รวมพรรคกันไปเลย
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจ เพราะรู้กันอยู่ว่า ก็มีแค่ช่วงนี้แหละที่จะเขย่าขวัญพรรคประชาธิปัตย์
รู้กันโดยทั่วไปว่า ประชาธิปัตย์กำลังกรำศึก สู้เกมการเมืองช่วงใกล้มีคำพิพากษาคดีร่ำรวยผิดปกติของ ทักษิณ ชินวัตร ที่มีม็อบแดงเป็นกองกำลังส่วนตัว คอยขู่ว่าจะชุมนุมที่นั่น ปิดล้อมที่นี่ อ้างเรื่องราวตามแต่จะคิดได้มาเป็นเหตุ
ประกอบกับเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ ที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ และเป้าที่ฝ่ายค้านจ้องจะเสี้ยมก็เป็นรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาลก็เลยดูดีมีราคาขึ้นมาในทันทีทันใด
แต่พอมีราคาก็ไม่ได้ช่วยกันพายช่วยกันจ้ำเพื่อให้ชาติบ้านเมืองพ้นจากปากเหว ก็เลือกจะช่วยตัวเองเพราะกลัวจะสูญพันธุ์ในวันเลือกตั้งเสียก่อน
มีราคาค่าตัว ก็เอาค่าตัวไปโก่งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่พวกตนไม่สบอารมณ์
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เขตเลือกตั้งที่อยากให้มันเล็กลง จะได้ยิงให้มันถนัดถนี่ แล้วก็เรื่องมาตรา 190 ที่การทำสัญญากับต่างชาติต้องขออนุญาตจากรัฐสภา ที่อ้างว่าเสียเวลา ยุ่งยาก ทั้งที่มันยึดโยงกับประชาชน
ก็ไหนก่อนหน้านี้ จับมือกัน 5-6 พรรค ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ชื่อยาวๆ มาควานหาประเด็นที่จะแก้รัฐธรรมนูญ จนได้ 6 ประเด็นมาแล้วไม่ใช่หรือ
คณะกรรมการชุดนี้ก็พยายามหาประเด็นที่มันเกี่ยวข้องกับชาวบ้านบ้าง ไม่ใช่เอาใจแต่นักการเมือง จนได้ข้อสรุปมา แต่เอาเข้าจริง นักการเมืองก็เลือกเอาแค่ 2
ทั้งที่จะว่าไปแล้ว 6 ประเด็นที่คณะกรรมการชื่อยาวๆ เขากรองมาก็ถือว่าพอจะทนถูไถกล้ำกลืน เพราะแต่ละเรื่องมันเกี่ยวๆ แตะๆ กับ ส.ส.กับพรรคการเมืองทั้งนั้น
1.การยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง (มาตรา 237)
2.ที่มาของ ส.ส. (มาตรา 93 ถึงมาตรา 98)
3.ที่มาของ ส.ว. (มาตรา 111 ถึงมาตรา 121)
4.การทำสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา (มาตรา 190)
5.การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 265)
และ 6.การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนของ ส.ส.กับ ส.ว.(มาตรา 266)
รอแค่กฎหมายประชามติออกมาบังคับใช้ แล้วยกเอาทั้ง 6 ประเด็นไปถามชาวบ้านเขาจะว่าอย่างไร เอาหรือไม่เอา แต่พรรคร่วมรัฐบาลกลับรอไม่ไหว นี่คงคำนวณกันแล้วว่า กว่าจะแก้เสร็จก็น่าจะร่วมปี กว่าจะประกาศใช้ กว่าจะยุบสภา ก็น่าจะเป็นเวลาที่ใกล้จะพ้นคำสั่งให้พ้นจากการเมือง 5 ปีพอดิบพอดี
ทั้งที่ในวันนี้ก็ไม่รู้จะไปแคร์อะไรกับการถูกสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง ทุกวันนี้ไม่ได้ลงมือทำเอง สังคมภายนอกก็รับรู้ เข้าใจอยู่แล้วว่า "ทีม ซี" หรือ "ทีม ดี" ที่ส่งมานั่งเก้าอี้เสนาบดีนั้น ก็ล้วนแต่ว่านอนสอนง่ายกันทั้งนั้น
แต่เหตุการณ์ที่พรรคร่วมรัฐบาลเดินหมากหวาดเสียว ตรงนี้จะมีเซอร์ไพรส์หน่อยก็ตรงที่ บรรดาผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เว้นวรรคทางการเมืองก็แห่กันมาเต็มพรืดนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็น บรรหาร ศิลปอาชา สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล วราวุธ ศิลปอาชา ที่แต่ละคนมีตำแหน่งกุนซือหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
ฟากภูมิใจไทยก็ไม่น้อยหน้า หลังจากส่งน้องสาวมาเป็นรัฐมนตรีตามโควตาแล้ว งานนี้ สมศักดิ์ เทพสุทิน ก็ไม่พลาด เช่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ และ สรอรรถ กลิ่นประทุม
ก็ไม่รู้ว่า คำสั่งศาลนั้นศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน และใครจะทำให้มีผลปฏิบัติได้จริง ?
ที่คิดกันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญกันนั้น ได้คิดถึงมาตรานี้ด้วยหรือเปล่า
ไม่ใช่อะไรก็เพื่อให้การกระทำใดๆ ของท่านทั้งหลายที่ถูกศาลสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีแล้วยังมีช่องมีทางมาสั่งการรัฐมนตรี สั่งตั้งรัฐมนตรี สั่งแก้รัฐธรรมนูญ ได้อย่างเปิดเผย
ไม่ต้องทำตัวเป็นอีแอบข้างเสา หลบเงาแสงไฟ เผลอเป็นหยิบ เผลอเป็นล้วง !
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เพิ่มไปอีกสักมาตราเป็นไร เพื่อให้การแก้ไขเป็น "รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมือง" อย่างสมบูรณ์แบบ ก็น่าจะแก้มาตราที่เขาห้ามตรงนี้เอาไว้ด้วย
เปิดกันให้อล่างฉ่างไปเลยว่า ต่อไปนี้ นักการเมืองจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนักการเมืองได้ ไม่ผิดกติกา
ศรายุทธ สายคำมี
ส่วนว่าแก้แล้วบ้านเมืองจะวินาศฉิบหายอย่างไรให้ชาวบ้านไปรับเคราะห์รับกรรมกันเอาเอง...เอากันแบบนี้เลยดีไหม ?
เพราะถ้าไม่แก้มาตรานี้ ก็รอรับได้เลย...มีคนเขารอให้ "ความผิดสำเร็จ" ก่อนอยู่อีกหลายขบวน



