
เร่งยุทธศาสตร์พัฒนาระยะยาว"ไตรรงค์"ประเดิมผลักดันแผนใช้พลังงานทดแทน
"ไตรรงค์" เปิดแผนงานดูแลเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศระยะยาว เร่งที่ปรึกษาทำรายละเอียด ประเดิมผลักดันแผนพลังงานทดแทนให้ชัดเจน เรียกพลังงาน-เกษตรฯ ทำเอ็มโอยูประสานงาน
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยแนวทางการทำงานว่า จะเน้นผลักดันแผนปฏิบัติงานในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว 30 ปีข้างหน้าออกมาโดยเร็วที่สุด โดยได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนแล้ว โดยเรื่องแรกที่ให้ความสำคัญในการทำงานคือ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพราะมองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มแพงขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมในการรับมือ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการผลักดันแผนให้ชัดเจนในทางปฏิบัติ
“ผมเรียกรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและกระทรวงเกษตรฯ มาหารือแล้ว เพราะพลังงานทดแทนส่วนใหญ่มาจากพืช ซึ่งโชคดีที่ไทยปลูกอะไรก็ขึ้น แต่กลับไม่มีแผนรองรับชัดเจนในการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตสินค้าทั้ง มันสำปะหลัง อ้อยและปาล์ม ต่อไปต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะเพิ่มผลผลิตปีละเท่าไหร่ ในช่วง 5 ปี หรือ 10 ปีจะเป็นอย่างไร โดยภายใน 30 ปี หากนำมาทดแทนน้ำมันได้ 50% ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว” นายไตรรงค์กล่าว
ทั้งนี้ จากการหารือพบว่าปัญหาคือ ขาดการประสานงานของ 2 กระทรวง จึงเร่งรัดให้มีการทำข้อตกลง หรือเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบเรื่องปริมาณการปลูกพืช และต่อไปหากมีผลผลิตออกมามากต้องส่งต่อให้พลังงานนำไปจัดสรรให้โรงงาน นอกจากนี้ ยังมีผลต่อเนื่องไปถึงการวางระบบชลประทานของประเทศด้วย โดยมอบหมายให้กรมชลประทานจัดทำแผนลงทุนมาเสนอว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ และภายในเวลากี่ปี ให้เน้นพื้นที่ภาคกลางและอีสานมากขึ้น
สำหรับเงินที่จะนำมาใช้ในโครงดังกล่าวนั้น มองว่าไม่มีปัญหา หากจำเป็นก็สามารถใช้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.อีก 4 แสนล้านบาทที่ยังอยู่ในสภาได้ โดยเงินกู้ก้อนนี้ ตนจะเน้นให้นำไปใช้ลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของประเทศในระยะยาว และต้องได้ประโยชน์มากกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย และไม่ใช่เอาไปทำโครงการถนนปลอดฝุ่น หรือเป็นเบี้ยหัวแตก หากจะเอาไปทำเช่นนั้น จะไม่ให้กู้เงินเพราะไม่อยากจะให้ประเทศเป็นหนี้มากอยู่แล้ว
นอกจากนั้น ยังเน้นแผนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ทั้งการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี การส่งเสริมด้านวิจัย ซึ่งการมีโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยได้ ขณะที่ภาครัฐต้องช่วยเหลือเอกชน เช่น ให้เงินกู้ผ่อนปรนในการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ส่วนอีกแผนงานที่สำคัญคือ การเร่งลงทุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนด้านขนส่ง ทั้งระบบรางและท่าเรือ
"แผนงานที่มอบให้ทุกฝ่ายไปช่วยคิด ไม่ใช่ว่าจะทำทุกอย่างสำเร็จได้เร็ว แต่อย่างน้อยผมต้องเป็นหัวหอกในการผลักดันให้เริ่มเดินหน้า ซึ่งกระทรวงเศรษฐกิจต้องทำงานในทิศทางเดียวกัน แม้จะเป็นคนละพรรคก็ไม่มีปัญหา ที่สำคัญผู้ที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรี หรือนักวิชาการหลายคนก็พร้อมจะเข้ามาช่วยเสนอแนะความเห็น โดยผมจะกลั่นกรองเลือกแนวทางที่ดีที่สุด" นายไตรรงค์กล่าว



