ข่าว

สั่งธปท.เจาะลึกผลกระทบบาทแข็งแจงยังไม่ฉุดส่งออก

สั่งธปท.เจาะลึกผลกระทบบาทแข็งแจงยังไม่ฉุดส่งออก

20 ม.ค. 2553

ครม.เศรษฐกิจห่วงเงินบาทแข็งค่า สั่งแบงก์ชาติทำข้อมูลเปรียบเทียบคู่แข่งและผลกระทบเสนอที่ประชุมสัปดาห์หน้า พร้อมให้ทำความเข้าใจผู้ส่งออกและประชาชนยังไม่กระทบส่งออกไทย ขณะที่ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพุ่งสูงสุดรอบ 44 เดือน

 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กล่าวว่า ครม.เศรษฐกิจ และนายอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปจัดทำการเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับประเทศคู่แข่งว่ามีการเคลื่อนไหวอย่างไร และมีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกับคู่แข่ง โดยให้รายงานที่ประชุมในสัปดาห์หน้า

 ทั้งนี้ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ได้รายงานต่อที่ประชุมครม.เศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจโลกมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมหลักฟื้นตัวอย่างชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวรวดเร็ว ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายเงินเข้ามาในเอเชียมาก ทำให้ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาอัตราแลกเปลี่ยนหลายประเทศมีความผันผวน และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนมาในเอเชีย และเคลื่อนย้ายระหว่างเอเชียด้วยกันจำนวนมาก

 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ธปท.พิจารณาผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสำรองเงินระหว่างประเทศ  เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดปีนี้เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวประมาณ 3% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งต้องทำความเข้าใจกับผู้ส่งออกและประชาชนว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นขณะนี้ ไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก เพราะการส่งออกยังเติบโตต่อเนื่อง

 "สถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้แข็งค่าขึ้น 1.5% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่เป็นระดับที่ไม่แข็งค่ามากนักและไม่มีความผันผวนมากเกินไป ขณะที่สกุลเงินวอนของเกาหลีใต้แข็งค่าสูงสุดที่ระดับ 3.3% ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้แข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่งของไทย จนส่งผลกระทบต่อการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ" นายพุทธิพงษ์กล่าว

 ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือนธันวาคม 2552 ว่า ดัชนีได้เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 44 เดือน อยู่ที่ 113.6 จากเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 104.7 และค่าดัชนีเกิน 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยบวกจากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิตและผลประกอบการที่ดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัวทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่

 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ทำให้ดัชนีด้านต้นทุนปรับลดลง โดยราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความต้องการที่มีมากขึ้น รวมทั้งกังวลเกี่ยวกับค่าแรงขั้นต่ำและราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อต้นทุนในอนาคต ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน ปรับลดลงมาอยู่ที่ 111.5 ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 118.3