
บ้านเมืองจะก้าวต่อไปได้...
ต้องหาข้อตกลงที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
คงต้องยอมรับนะครับ ว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ ซึ่งเหรียญอีกด้านของเหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่ไม่ “รู้รักษ์สามัคคี” ของทั้งกลุ่ม “เสื้อเหลือง” กับ “เสื้อแดง” ที่กำลังดำเนินอยู่อย่างยืดเยื้อและยังหาทางออกที่ลงตัวเป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่ายนั้นไม่เจอ กลับเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล เพราะกระแสแห่งความขัดแย้งทำให้สามารถกลบเกลื่อนความไร้เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล ซึ่งควรเป็นประเด็นใหญ่ แต่หากมองอย่างใจเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายแล้ว
แท้จริงความขัดแย้งระหว่าง “เสื้อเหลือง” กับ “เสื้อแดง” เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเห็นแตกต่าง ทำไมรัฐบาลกลับให้ความสำคัญนำเอาเรื่องความขัดแย้งนี้มาเป็นสาระ แต่ในทางกลับกันทำไมไม่เอาเรื่องหลักคือ ผลการทำงานของรัฐบาล, การที่รัฐบาลถูกตรวจสอบในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, คอรัปชั่น, ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินแนวนโยบายระหว่างประเทศ รวมไปถึงมีเรื่องอันเป็นสาระมากมายที่รัฐบาลต้องทำ แต่รัฐบาลไม่ได้ทำหรือทำแล้วไม่สำเร็จดังที่แถลงนโยบายไว้ สาระต่างๆ ดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลกลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นหรือมองข้ามไปเสียฉิบ
จะว่ากันไปแล้วรากที่หยั่งลึกอันเป็นต้นตอของปัญหาใหญ่ในสังคมไทยไม่ได้เริ่มต้นที่ความขัดแย้งของ “เสื้อเหลือง” หรือ “เสื้อแดง” แต่มาจากเรื่องความ “อยุติธรรม” ต่างหาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่กระบวนการ “ยุติธรรม” ไม่สามารถหาข้อ “ยุติในธรรม” ได้ เพราะมักจะมี “สองมาตรฐาน” ในการปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นผลให้สังคมไทยในภาพรวมมีความเข้าใจเรื่องความ “ยุติธรรม” ไขว้เขว อีกทั้งยังมีมาตรฐานไม่เท่าเทียมกันและที่น่าเป็นห่วงคือ บรรดาผู้คนในสังคมต่างก็เริ่มสงสัยและเริ่มไม่เชื่อถือในกระบวนการ “ยุติธรรม” เรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะต่อให้มีกฎหมายสักกี่มาตรา รัฐธรรมนูญจะมีกี่ฉบับก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเรื่องความ “ยุติธรรม” แต่ในทางกลับกันกลับทำให้เกิดการสร้างเงื่อนไขและข้อกังขาในเรื่องความยุติธรรมทางการเมือง
ดังนั้น ในทัศนคติของผมจึงเห็นว่าการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของบ้านเราจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงไม่ได้ ถ้าไม่มีการตกลงว่าอะไรหรือมาตรฐานใดกันแน่คือ “ความเป็นธรรม” ต่อทุกฝ่าย หากไม่สามารถก้าวไปในทิศทางนี้ได้ไม่ช้าหรือเร็วก็จะเกิดการจลาจลและถ้าหากควบคุมกันไม่ดีก็จะนำไปสู่สงครามการเมืองได้ เพราะบรรดาผู้คนไม่เชื่อใน “ความยุติธรรม” แต่ที่น่ากังวลใจคือ รัฐบาลกลับไม่กล้าคิดกล้าทำอะไรเอาแต่ซื้อเวลาลากยาวไปวันๆ กันอยู่อย่างนี้ ตราบใดที่พลังหนุน “หลังม่าน” ที่เป็น “มือมืดที่มองไม่เห็น” ยินยอมให้รัฐบาลยืนยงธำรงอยู่
หากจะว่ากันตามจริงแล้ว รัฐบาลในชุดปัจจุบันเปรียบไปแล้วก็เป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” หรือเป็นเพียงตัวแสดง “หน้าม่าน” ของ “ระบอบที่ไม่เอาทักษิณ” ซึ่งรวมกันหลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่รวมกันเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีความจริงใจจริงจังในการผลักดันนโยบายระดับชาติที่สามารถเสียสละทำเพื่อ “ประโยชน์สุข” แก่คนส่วนใหญ่ในชาติได้ นอกจากนั้นยังมุ่งรักษาผลประโยชน์และอำนาจของเฉพาะตน เฉพาะกลุ่มเท่านั้น
ดังนั้น ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่ผ่านมา ประชาชนเดินดินกินข้าวแกงส่วนใหญ่จึงตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและสับสนต่อทิศทางที่จะก้าวไปในอนาคต เพราะคนไทยกำลังถูกปกครองโดย “ระบอบที่ไม่เอาทักษิณ” และประเด็นหลักของนโยบายของรัฐบาลคือ ทำอะไรก็ได้ แผนงานปฏิบัติอะไรก็ได้ที่ไม่เอา “ทักษิณ” เป็นผลให้ “รัฐนาวา” ลำนี้ไม่ได้มีนโยบายที่ขับเคลื่อนไปในระยะกลางและระยะยาว เป็นผลให้ไม่มีแนวทางในการวางแผนการบริหารบ้านเมือง เป็นปฏิบัติการแบบวันต่อวัน เป็นการแก้เกมกันไปมาเพื่อแย่งชิงมวลชนกันเท่านั้นครับ
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนไม่ได้ หากไม่สามารถหาข้อตกลงว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ที่ไม่ใช่ “สองมาตรฐาน” ดังเช่นในปัจจุบันนี้ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



