ข่าว

รู้ทันเขตการค้าเสรีอาเซียน

รู้ทันเขตการค้าเสรีอาเซียน

21 ม.ค. 2553

นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่เพิ่งผ่านมานี้ มีเหตุการณ์ที่สำคัญที่เกี่ยวกับปากท้องประชาชนอยู่เรื่องหนึ่งคือเรื่อง การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน แต่กลับไม่ค่อยจะเป็นข่าว และข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ค่อนข้างจะเป็นมุมลบเสมือนกับพายุร้ายหรือสึนามิจ

ดูได้จากข่าวจากสื่อมวลชนต่างๆ เช่น ข่าวเกี่ยวกับ อย.ที่ออกมาเพื่อจะใช้กับการนำเข้าข้าวเสรีตามข้อตกลงของการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนและข่าวอื่นๆ ทำนองเดียวกัน

 ความจริงนั้นการเปิดเขตการค้าเสรีซึ่งเป็นเส้นทางแรกที่จะพัฒนาไปสู่ ประชาคมอาเซียน ที่สมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยประเทศกลุ่มอาเซียนจะมีสภาพเหมือนเป็นเขตเศรษฐกิจเพียงเขตเดียวกันไปมาค้าขาย ลงทุน และผู้คนเดินทางไปมาได้โดยสะดวกเสมือนกับอยู่ในประเทศเดียวกันเช่น สหภาพยุโรปขณะนี้เริ่มคิดเริ่มทำกันมาตั้งแต่ 17 ปีที่แล้ว (สมัยคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี)

 ก้าวแรกของการเปิดเขตการค้าเสรีก็คือ การลดภาษีนำเข้าของสินค้าแทบทุกชนิดเว้นแต่สินค้าประเภทอ่อนไหวซึ่งแต่ละประเทศจะกำหนดประเภทสินค้าเหล่านั้นไว้ เช่น ประเทศไทยกำหนดสินค้าอ่อนไหว 4 รายการ คือ ไม้ตัดดอก มันฝรั่ง กาแฟ และเนื้อมะพร้าว ส่วนประเทศอื่น เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ก็กำหนดข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหว

 สินค้าทั่วไปนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้ จะลดภาษีนำเข้าลงเป็น 0% มีเพียงบางรายการซึ่งน้อยมากยังคงภาษีอยู่ในอัตราไม่เกิน 5% ส่วนสินค้าอ่อนไหวนั้นยังมีภาษีสูงอยู่แล้วแต่ประเทศและประเภทสินค้า

 ข้อตกลงนี้สำหรับสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย    ฟิลิปปินส์ และ บรูไน ส่วนสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ อันได้แก่ ลาว พม่า กัมพูชา และ เวียดนาม นั้นจะเลื่อนกำหนดลดภาษีไปอีก 5 ปี

 นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงการลงทุนโดยตรงซึ่งเดิมประเทศไทยโดยทั่วไปอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจได้ไม่เกิน 49% แต่ต่อไปนี้นักลงทุนจากอาเซียนจะลงทุนได้ถึง 70% แต่เรื่องนี้มีรายละเอียดมากไว้ค่อยมาคุยกันใหม่วันหลัง

 หันมาดูถึงความสำคัญในเรื่องการค้าขายกับสมาชิกอาเซียนนั้นบัดนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย เช่น ในปี 2551 เรามีการค้าขาย (ทั้งนำเข้าและส่งออก) กับอาเซียนถึง 19.7%สูงกว่าญี่ปุ่น (15%) และสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเพียง 8.9% การค้าขายกับอาเซียนในปี 2551 นี้ เราได้เปรียบดุลการค้าถึงประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ส่วนในปี 2552 ที่เพิ่งผ่านไป 9 เดือนแรกเราส่งสินค้าออกไปอาเซียนถึง 20.9% สูงกว่าส่งไปอเมริกาหรือญี่ปุ่นถึง 2 เท่า (นี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่เศรษฐกิจของเราไม่ทรุดฮวบไปตามอเมริกาหรือญี่ปุ่นจึงอาจจะไม่ใช่จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่กู้เงินเขามาโปรยอย่างกล่าวอ้างกัน)

 เท่าที่ผมเล่ามานี้ก็ดูเหมือนว่าการเปิดเขตการค้าเสรีมีแต่ได้กับได้ แต่ความจริงในโลกนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมีได้กับมีเสีย มีทั้งโอกาสและวิกฤติเช่นเดียวกันกับการเปิดเขตการค้าเสรี ถ้ารัฐไม่ระวังผู้ฉวยโอกาสอันมิชอบ เช่น นำเข้าข้าวมาปลอมปนกับข้าวไทย หรืออื่นๆ ก็ย่อมเกิดความเสียหายได้ อีกประการหนึ่งโดยทฤษฎีของเขตการค้าเสรีนั้นต้องการเพิ่มปริมาณการค้าขายและการลงทุนของกันและกัน ฉะนั้นในบางเรื่องเกษตรกรหรือผู้ผลิตในประเทศอาจได้รับความกระทบกระเทือน คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเต็มที่และเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

 สุดท้ายหลายคนคิดว่าเป็นความฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศของคนบางคนเท่านั้นที่จะนำอาเซียนไปสู่ประชาคมอาเซียนโดยสมบูรณ์ แต่ความฝันจะเป็นจริงด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกฝ่ายเท่านั้น

นายหนูใหญ่  [email protected]