
เกมการเมืองและการซื้อใจ?
ไม่ว่าบทสรุปเรื่อง ก.ตร.มีความเห็นแย้ง ป.ป.ช.เกี่ยวกับความผิดของ 3 นายพล จะออกมาอย่างไร ตำรวจได้ถูกนำมาเป็นกลไกทางการเมืองและเกมการต่อรองอย่างเสียไม่ได้
ก.ตร.ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนายตำรวจใหญ่ ต่างเฝ้ามองเรื่องที่เกิดขึ้นกับ 3 นายพลอย่างขบคิดใคร่ครวญ
หนึ่ง เป็นเพราะ 2 ใน 3 อยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติ เมื่อมีความผิดพลาดขึ้น กาลกลับกลายเป็นว่าต้องมารับผิดชอบจากผลผลิตจากฝ่ายการเมือง
ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีใครการันตีได้ว่า ในอนาคตข้างหน้าเมื่อมีคำสั่งที่ไม่ชัดเจนเช่นนี้ ตำรวจจะต้องถือปฏิบัติอย่างไร เพราะถ้าไม่ทำก็เสียหรือถ้าทำแล้วเกิดความผิดพลาดจากคำสั่งคลุมเครือก็เสียอีก
ถึงแม้ใน ก.ตร.ที่ออกความเห็นส่วนใหญ่จะมาจาก ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนายตำรวจเกษียณ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องคนหัวอกเดียวกันย่อมเข้าใจกัน นี่ยังไม่รวมความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันอีกต่างหาก
ยิ่งอีกไม่กี่วันศาลก็จะมีคำตัดสินคดียึดทรัพย์นายใหญ่ พลพรรคเสื้อแดงเริ่มฮึกเหิม เพราะได้แรงอัดฉีด เพื่อปกป้องทรัพย์สินก้อนโต
การมีมติออกมาแย้ง ป.ป.ช.เช่นนี้จึงถือเป็นการโยนหินวัดใจ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธาน ก.ตร.เองก็น่าจะรู้ดี จึงเล่นบทเออออห่อหมกไปด้วย แล้วปล่อยให้เป็นประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมาย ผลักภาระไปให้องค์กรที่เป็นกลางเข้ามาตีความ
ผิดหรือถูกค่อยว่ากัน แต่เกมนี้ฝ่ายการเมืองไม่มีเสีย เพราะถ้าทำนิ่งเฉยไม่แน่ว่า ถึงตอนเสื้อแดงเหิมหาญเข้าจริงๆ ลำพังแม่ทัพนครบาลลูกหม้อคนเดียวจะเอาอยู่
คนหนึ่งเล่นบทยืนกระต่ายขาเดียวไม่เห็นด้วย ส่วนอีกคนยืนอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ว่าไพ่จะออกมาอย่างไร ฝ่ายการเมืองก็มีแต่ได้กับได้ อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความจริงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
แถมตอนนี้ยังเป็นช่วงฤดูแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สารวัตร ซึ่งน่าจะเสร็จสมบูรณ์ตอนสิ้นมกราคมนี้ แต่เอาเข้าจริงโผก็ยังไม่ลงตัว นอกจากตั๋วปกติแล้ว การเมืองอาจลำเลิกบุญคุณเอาได้อีก
ถึงตอนนั้นจะพูดจะทำอะไรก็ง่าย
ดังนั้นแม้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างไร ก็อาจจะเป็นแค่หน้าที่ที่จะต้องทำไปตามบท เพราะเมื่อถึงเวลาได้ข้อสรุป ท้ายที่สุดแล้วตำรวจอาจจะไม่ได้อะไรเลย
แม้แต่ความจริงใจ !?
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



