
DSIชี้'ปูแดงผิด'ผิดพรก.กู้ยืม-พรบ.ขายตรง
ผบ.สำนักคดีอาญา ดีเอสไอ ระบุ ปูแดงผิด ผิดพรก.กู้ยืม - พรบ.ขายตรง
(20ม.ค.) พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญา กล่าวว่า ข้อหาที่ดีเอสไอยื่นเข้าตรวจค้น บ.เบสท์ 95 จำกัด ต่อศาลคือ ผิด พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งบริษัทเบสท์ได้รับอนุญาตจาก สคบ.ตั้งแต่ปี 46 ในการขายผลิตภัณฑ์เกษตรยี่ห้อปูแดงไคโตซาน และผงชูรสปูแดง แต่ปี 51 เริ่มเปลี่ยนแผนมีการนำสินค้าที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาอีกว่า 40 ชนิด และมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะหาสมาชิก สคบ.จึงได้ตรวจสอบ ตาม พ.ร.บ.ขายตรง เพราะมีผู้ร้องเข้าไป จนสุดท้าย 2 ธ.ค. มีประกาศเพิกถอนธุรกิจขายตรง และส่งเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบ ดีเอสไอจึงแฝงตัวเข้าไปและได้ข้อมูลค่อนข้างมากโดยเฉพาะแผนการตลาด
คือ 1.มีการชักชวนผ่านสมาชิกโดยเสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงถึง 40-50 % ซึ่งมากกว่าสถาบันการเงินพึงจ่ายได้ 2.มีการขายผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งบางส่วนเกษตรกรใช้แล้วดี จึงต้องดูว่าที่ประชาชนไปซื้อเพราะต้องการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ หรือหาผลประโยชน์ เพราะจากแผนการตลาดให้หาสมาชิกเป็นคู่จะได้ประโยชน์แทน หากหาได้ 8-10 คนจะได้เป็นหมื่น และไปดูว่าสินค้ามีจริงหรือไม่ ผลิตสินค้าจำหน่ายประชาชนหรือไม่ ซึ่งทางบริษัทชี้แจงว่าสมาชิกมีหมื่นเศษ และสมาชิกสามารถซื้อสินค้าซ้ำได้ แต่ปรากฏว่าสมาชิก 1 หมื่นมีรหัสเป็นล้านกว่าคน จึงเชื่อว่าการกระทำเข้าข่ายผิด พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน ทั้งนี้ หากจะขายตรงสามารถทำได้ แต่รายได้ที่ได้ไม่ใช่ได้จากสมาชิก จะต้องได้จากการนำสินค้าไปขายให้ผู้บริโภค ซึ่งต่างจากแชร์ลูกโซ่ที่หาสมาชิกได้มากเท่าไหร่จะได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น
จากการตรวจสอบสินค้าที่ได้รับอนุญาต 2 ตัวแรก ผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมองว่าปูแดงไคโตซาน ไม่ใช่ปุ๋ย ส่วนผงชูรสปูแดง พบว่ามีสารอินทรีย์เป็นปุ๋ย ดังนั้นต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ซึ่งดีเอสไอสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน คือ นายสมปอง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว และหากสอบสวนแล้วพยานหลักฐานไปถึงใครจะไม่ละเว้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการร้องเรียนว่ามีการจำหน่ายสินค้าในลักษณะแชร์ลูกโซ่อีก 10 เรื่อง ซึ่งขณะนี้กำลังสอบสวนเบื้องต้นอยู่



