ข่าว

ทลายแก๊ง..ปล้นรถพ่วงส่งขายเหมืองแร่-ขนดิน

ทลายแก๊ง..ปล้นรถพ่วงส่งขายเหมืองแร่-ขนดิน

19 ม.ค. 2553

"เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ" สโลแกนโฆษณายอดฮิตติดหูน่าจะนำมาใช้ได้ดีกับแก๊ง "ลักรถพ่วง 18 ล้อ" ที่ออกอาละวาดในพื้นที่ จ.นครปฐม และ จ.ราชบุรี !?!

 ต้นเดือนมกราคม 2553 "พรชัย ตั้งชู" คนขับรถบรรทุกพ่วงวัย 39 ปี ได้รับการติดต่อจากชายคนหนึ่งให้ขนย้ายบ้านจากราชบุรีไปภูเก็ต นัดแนะพบกันที่เชิงเขางู จ.ราชบุรี ระหว่างจอดรถบรรทุกพ่วงอีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-5396 เพชรบุรี อยู่ข้างทาง จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์ 4 คน ขับรถกระบะมิตซูบิชิ สีแดง มารับชวนไปดูทางเข้าบ้าน เพราะเกรงว่าทางจะแคบรถบรรทุกเข้าไม่ได้

 พรชัยหลงเชื่อขึ้นรถไปด้วยเลยถูกทั้ง 4 คน พาไปที่ทางเปลี่ยวใกล้เขา ห่างจากจุดจอดรถออกไปร่วม 10 กิโลเมตร แล้วใช้ปืนตีศีรษะ ผ้าเทปปิดปาก และจับมัดมือมัดเท้าติดกับต้นไม้ข้างทาง ก่อนจะปลดทรัพย์สินและเงินสดรวม 1.6 หมื่นบาทหลบหนีไป พรชัยดิ้นรนจนพ้นพันธนาการแล้วไปขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านพาไปส่งยังที่จอดรถบรรทุกพ่วง ก็พบว่ารถสูญหายไปแล้ว

 หลังเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี พล.ต.ท.พงษ์สันต์ เจียมอ่อน ผบช.ภ.7 จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รอง ผบช.ภ.7 ลงไปคุมคดีด้วยตัวเอง โดยให้ชุดสืบสวน สภ.เมืองราชบุรี และสืบสวนจังหวัดนครปฐมทำงานร่วมกัน ออกสืบหาเบาะแสจากคดีค้างเก่าที่มีพฤติกรรมก่อเหตุลักษณะนี้ จนพบผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีปล้นรถบรรทุกครั้งนี้

 ชายต้องสงสัยยอมรับว่า ครั้งหนึ่งเคยทำงานให้เครือข่ายปล้นรถบรรทุกจริง ก่อนจะอธิบายถึงพฤติกรรมของแก๊งนี้...มิจฉาชีพแก๊งนี้จะวางแผนด้วยการให้นายหน้าไปติดต่อเช่ารถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ อ้างว่าจะนำไปขนย้ายสินค้าบ้าง หรือใช้ในกิจการอื่นๆ บ้าง โดยจะเสนอค่าเช่าค่อนข้างสูงจูงใจให้เจ้าของยอมปล่อยเช่า จากนั้นก็ติดต่อเพื่อนร่วมแก๊งวางแผนปล้น แล้วนำรถบรรทุกไปเก็บไว้ยังแหล่งพักรถ

 รถบรรทุกที่ได้มาจะถูกแปรสภาพ 2 วิธี คือ แก้ไขหมายเลขเครื่องยนต์และตัวถัง แล้วนำไปสวมทะเบียนซากรถ หรือไม่ก็นำไปขายให้เจ้าของธุรกิจเหมืองแร่หรือธุรกิจขนดินหินทรายตามต่างจังหวัดไกลๆ เพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบติดตาม ?!!

 เมื่อได้ข้อมูล พล.ต.ต.โสภณ ตั้งคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะได้รถบรรทุกของผู้เสียหายคืนและทลายเครือข่ายแก๊งนี้ได้ในคราวเดียวกัน บรรดานักสืบระดมความคิดสักพักก็ได้ข้อสรุปว่า จะใช้วิธีล่อซื้อ ไม่นานแผนล่อเสือออกจากถ้ำก็ดำเนินการ โดยชุดสืบสวนปล่อยข่าวว่ามีรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ที่ถูกปล้นมาเสนอขายในราคา 4 แสนบาท ขณะนี้รถถูกจอดเก็บไว้ใน จ.นครปฐม

 ไม่นานปลาก็มาติดเบ็ด แก๊งปล้นรถบรรทุกติดต่อเข้ามาแสดงความจำนงซื้อรถโจรกรรม และนัดส่งมอบรถกันที่ปั๊มน้ำมันเพียว ริมถนนเพชรเกษม จ.นครปฐม เวลา 6 โมงเย็น วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา โดยชุดสืบสวนประสานขอรถบรรทุกพ่วงจากผู้ประกอบการมา 1 คัน เพื่อใช้ในภารกิจนี้ แล้วให้ชุดสืบสวน 1 คน ขึ้นไปอยู่บนท้ายรถบรรทุกแล้วใช้ผ้าใบคลุมทับ จากนั้นใช้รถยนต์ 3 คันสับเปลี่ยนหมุนเวียนสะกดรอยตาม ไม่ให้คนร้ายไหวตัวทัน

 ต่อมามีชายหญิงคู่หนึ่งเดินทางมารับรถพ่วง แล้วส่งมอบเงินสด 4 แสนบาทให้ชุดสืบสวน ปฏิบัติการสะกดรอยตามดำเนินไปตามถนนมาลัยแมน นครปฐม กำแพงแสน ตรงเข้าไปจอดในอู่ทรัพย์ธนเดช ที่อยู่ลึกเข้าไปในซอยห่างถนนใหญ่ราว 100 เมตร บนเนื้อที่ 4 ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด พล.ต.ต.โสภณ ส่งสัญญาณให้จับกุมสองชายหญิง คือ นายสุชัด พิศดวงดาว อายุ 39 ปี กับนางสาคร อรชร อายุ 36 ปี สองสามีภรรยา และตรวจสอบภายในอู่มีรถพ่วงจอดอยู่กว่า 10 คัน ในสภาพแตกต่างกัน รวมทั้งรถของพรชัยที่ถูกรื้อกระบะบรรทุกออกเหลือแต่โครงรถกับหัวรถเท่านั้น โดยมีช่างสาละวนอยู่กับการแยกชิ้นส่วนและดัดแปลงสภาพ จึงควบคุมตัวนายจำนง (สงวนนามสกุล) วัย 39 ปี ในข้อหารับซื้อของโจร

 "อู่แห่งนี้เคยถูกตำรวจ บช.ภ.1 จับกุมในคดีโจรกรรมรถมาแล้วครั้งหนึ่ง" ชุดสืบสวนให้ข้อมูล
 ด้าน พล.ต.ต.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รอง ผบช.ภ.บอกว่า เบื้องต้นสองสามีภรรยาให้การรับสารภาพว่า นำรถพ่วงมาขายให้อู่ในราคา 5 แสนบาท จึงแจ้งกองวิทยาการภาค 7 เข้ามาตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนที่กองทิ้งไว้เกือบ 20 แผ่น และตรวจสอบเลขตัวถังรถทุกคันที่จอดอยู่ในอู่ว่ามีการนำมาดัดแปลงเปลี่ยนสภาพหรือไม่ สำหรับเครือข่ายนี้มีเกือบ 10 คน ชุดสืบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลขออนุมัติหมายจับเครือข่ายที่เหลือ

 "คม ชัด ลึก" ได้รับการเปิดเผยจากผู้ประกอบการรถบรรทุกรายหนึ่งว่า แก๊งนี้จะนำรถไปขายต่อเป็นทอดๆ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าเป็นรถถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ปัจจุบันราคารถพ่วงจะอยู่ที่ 2 ล้านกว่าบาท หรืออาจจะสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ แต่บางครั้งผู้ประกอบการที่ซื้อรถขโมยไปก็รู้อยู่แก่ใจ เนื่องจากสนนราคาจะถูกกว่ารถใหม่ป้ายแดงหรือรถมือสอง โดยจะอยู่ที่ 9 แสนถึง 1 ล้านบาท

 "มันประหยัดดี ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยรถใหม่ หรือรถมือสองก็อาจไม่ได้ราคานี้ ที่สำคัญเจ้าของกิจการไม่ค่อยกลัว เพราะส่วนใหญ่ก็รู้จักมักคุ้นกับตำรวจพื้นที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว บางคนก็ดูแลกันอยู่ และบางครั้งตำรวจก็ไม่ได้ตรวจจับอย่างจริงจังสักเท่าไร" เขากล่าว