
น้อมรับพระราชดำรัสซื่อสัตย์และทำได้จริง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทต่อรัฐมนตรีใหม่ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ความตอนหนึ่งว่า "เป็นประเพณีที่รัฐมนตรีที่จะเข้ารับตำแหน่ง ต้องปฏิญาณตนว่า จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ
ข้อสำคัญขอให้ทำได้จริงๆ เพราะว่าถ้าไม่ได้ทำ ก็จะมีการตำหนิติเตียนทั้งรัฐบาล และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่เป็นมงคลและจะเสียหาย ฉะนั้นขอให้ได้ปฏิบัติตามที่ได้กล่าวคำปฏิญาณ ข้อนี้เป็นของธรรมดา รัฐมนตรีและคณะรัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าทำแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างจริงจัง ทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง..." เนื้อความในพระราชดำรัสนี้มีนัยสำคัญที่แตกต่างจากที่เคยมีพระราชดำรัสแต่กาลก่อน
แต่กาลก่อนนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทในทุกคราวที่นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้รักษาไว้ซึ่งความซื่อสัตย์ สุจริต เนื่องเพราะความซื่อสัตย์เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์มหาศาล ไม่เคยมีครั้งใดเลย ที่พระองค์จะไม่ทรงเน้นย้ำถึงการทำงานของคณะรัฐมนตรี ที่ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ตั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงปรากฏพฤติกรรมนักการเมืองที่ฉ้อฉล มีความพยายามที่จะใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในอดีตและปัจจุบัน
หลายปีที่ผ่านมา ประเทศชาติตกอยู่ในหล่มโคลนแห่งการทุจริต คอรัปชั่น นับจากกรณีทุจริตการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องถูกดำเนินคดี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุก นั่นเป็นการทุจริตโดยอาศัยการจัดซื้อ จัดจ้าง ที่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต คอรัปชั่นในวงราชการ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน จนกระทั่งการทุจริต คอรัปชั่น ได้พัฒนามาเป็นการคอรัปชั่นในเชิงนโยบาย คือการออกนโยบาย และกำหนด กฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเองและเครือข่าย เช่นกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาจกล่าวได้ว่าวิธีการทุจริต คอรัปชั่นแบบใหม่นี้เลวร้ายกว่าการทุจริต คอรัปชั่น ที่ชัดเจนตรงไป ตรงมาเช่นในอดีตหลายเท่า
พระราชดำรัสที่ว่า "ข้อสำคัญขอให้ทำได้จริงๆ" คือคำเตือนสตินักการเมืองที่ปฏิญาณตนแต่วาจา แต่จิตสำนึกหาได้ซาบซึ้งและตระหนักถึงคำสัตย์อันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ไม่ บ้านเมืองเสียหายย่อยยับในห้วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะนักการเมืองกังฉิน รัฐมนตรีกังฉิน และนายกรัฐมนตรีกังฉิน คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ผ่านพิธีกรรมอันสำคัญยิ่งก่อนเข้ารับหน้าที่มาด้วยกันทั้งสิ้น และทุกครั้งก็มีพระราชดำรัสให้รัฐมนตรียึดมั่นความสุจริต ครั้งนี้ไม่เพียงเน้นย้ำให้รัฐมนตรีรักษาความซื่อสัตย์ สุจริตเท่านั้น หากยังขอให้ทำได้จริงๆ ด้วย การทำให้ได้จริงเท่านั้นที่เป็นเครื่องหมายของคนที่จงรักภักดีอย่างแท้จริง



